<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466</id><updated>2010-07-07T09:24:25.331+07:00</updated><title type='text'>Hack 1-28</title><subtitle type='html'>เจาะ Google ให้รู้แจ้ง</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default?start-index=26&amp;max-results=25'/><author><name>บริษัท ไทยเวนเจอร์ ดอทคอม จำกัด</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18440403774164153279</uri><email>noreply@blogger.com</email></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>29</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-7887472618705042385</id><published>2007-04-10T15:00:00.000+07:00</published><updated>2007-04-10T15:00:58.144+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Wildcard'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='keyword'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack13'/><title type='text'>HACK#13 การใช้เครื่องหมาย Wildcards ในแบบของ Google</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;span&gt;เครื่องหมาย Wildcard ใน Google สามารถใช้แทน keyword ใดๆ ก็ได้ ในคำสั่งที่ใช้สำหรับการค้นหาหรือสืบค้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;Search Engine บางตัวจะสนับสนุนเทคนิคที่เรียกว่า “Stemming” ซึ่งจะหมายถึงการใส่เครื่องหมาย wildcard โดยเฉพาะเครื่องหมายดอกจันทร์ (*) แทนคำที่ต้องการ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;หรือบางครั้งก็จะใช้เครื่องหมายคำถาม (?) ลงในคำสั่งซึ่งจะทำให้ Search Engine ใช้เครื่องหมายนี้เป็นคำที่ไม่เฉพาะเจาะจงลงไป ยกตัวอย่างเช่น การระบุคำว่า moon* จะทำให้ Search Engine ไปสืบค้นทั้งคำว่า moons,&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;moonlight และ moonshot รวมถึงคำอื่นๆที่มีคำว่า moon อยู่ด้วย แต่สำหรับ Google เองแล้วไม่ได้สนับสนุนวิธีการ stemming เช่นนี้&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;สิ่งที่ Google สนับสนุนคือ full-word wildcard ซึ่งแม้ว่าคุณจะไม่สามารถใส่เครื่องหมาย wildcard ไว้เป็นส่วนหนึ่งของคำได้ แต่คุณสามารถที่จะแทรกเครื่องหมาย wildcard (ในกรณีของ Google คือเครื่องหมาย *) ลงในวลีและให้เครื่องหมาย wildcard ทำงานเสมือนการแทนที่ในคำโดด เช่น คุณอาจจะระบุให้ Google ค้นหาวลี “three * mice” ซึ่งคุณจะได้ผลลัพธ์เป็น three blind mice , three blue mice และ three green mice เป็นต้น&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คุณอาจสงสัยว่า full-word wildcard นั้นดีอย่างไร แม้ประโยชน์ของมันจะไม่มากมายเท่ากับวิธีการแบบ stemming ก็ตาม ทว่ามันก็สร้างความสับสนให้น้อยกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มต้น เพราะเครื่องหมายดอกจันทร์หนึ่งดอกหมายถึงการแทนด้วยคำหนึ่งคำ และดอกจันทร์สองดอกจะใช้แทนได้สองคำ เช่นนี้ไปเรื่อยๆ ดังนั้น full-word wildcard จะใช้ได้ดีในกรณีต่อไปนี้คือ&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;  &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;การหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของ Google ที่ให้ใช้คำค้นหาได้เพียง 10 คำ ( &lt;a href="http://hack1-google.blogspot.com/search/label/Hack05"&gt;Hack #5&lt;/a&gt;) คุณจะเจอกับกรณีเช่นนี้ได้เมื่อคุณพยายามที่จะหาเนื้อเพลงหรือคำคมต่างๆ เช่น การใส่ข้อความว่า “Fourscore and seven year ago, our father brought forth on this continent” ลงใน Google ซึ่งจะทำให้&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Google สืบค้นได้ถึงคำว่า “on” เท่านั้น และจะไม่สนใจคำที่เหลืออยู่หลังจากนั้นเลย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;  &lt;p class="BTBulleted18" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span style="font-family:Symbol;"&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;การตรวจสอบความถี่ที่ปรากฏในผลการค้นหาของวลีที่ต้องการ หรือบางส่วนของวลี เช่นใน intitle:“methinks the * doth protest too much” และ intitle: “the * of &lt;st1:place st="on"&gt;&lt;st1:city st="on"&gt;Seville&lt;/st1:city&gt;&lt;/st1:place&gt;”&lt;/p&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;  &lt;p class="BTBulleted18" style="margin-left: 0cm; text-align: left; text-indent: 0cm;" align="left"&gt;การเติมคำลงในช่องว่างให้กับส่วนที่หลงลืมไป เพราะในบางครั้งคุณอาจจะจำเนื้อเพลงที่คุณต้องการค้นหาได้เพียงบางส่วน แต่คุณก็ยังสามารถสืบค้นด้วยคำที่คุณจำได้ โดยไม่ต้องเดาสุ่มหาคำอื่นๆ มาใส่ให้ครบ&lt;/p&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ลองดูตัวอย่างจากการค้นหาเพลงในยุคดิสโกที่ชื่อ “Goodtimes” ของวง Chic และดูเนื้อเพลงในท่อนที่ว่า&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;“you silly fool, you can’t change your fate” ดูเป็นตัวอย่างสักหน่อยก็ได้&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;บางทีคุณอาจจะเคยได้ยินทำนองของเพลงนี้ แต่คุณอาจจะจำไม่ได้ตรงคำว่า “fool” ว่าเป็นคำนี้หรือเป็นคำอื่น หากคุณจำผิด (สมมติว่าเนื้อร้องที่ถูกต้องของท่อนนี้ คือ “you silly child, you can’t change your fate”) คุณก็จะไม่ได้ผลลัพธ์อะไร และคุณก็อาจจะลุกจากที่นั่งขึ้นมาด้วยความสลดใจว่า ไม่มีใครใส่ใจที่จะนำเอาเพลงของวงนี้มาใส่ไว้ในอินเทอร์เน็ตเลย&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ทางออกของคุณก็คือ การระบุคำสั่งค้นหาด้วยการใส่เครื่องหมาย wildcard แทนคำที่คุณจำไม่ได้ เช่น&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;“you silly *, you can’t change your fate”&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;นอกจากนี้คุณยังสามารถที่จะใช้เทคนิคนี้กับคำสั่งต่างๆ เนื้อเพลง บทกลอน และอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม คุณควรจำไว้ว่า ควรจะระบุคำที่คุณคิดว่าจะได้ผลลัพธ์ ใกล้เคียงกับสิ่งที่ต้องการให้มากที่สุด หากคุณระบุเพียง “you * fool” เพียงสั้นๆเท่านี้ ก็จะทำให้คุณได้สิ่งที่ไม่ต้องการติดขึ้นมาอีกมากมาย&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-7887472618705042385?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/7887472618705042385/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=7887472618705042385' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/7887472618705042385'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/7887472618705042385'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack13-wildcards-google.html' title='HACK#13 การใช้เครื่องหมาย Wildcards ในแบบของ Google'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-4764891497548998040</id><published>2007-03-05T20:08:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T20:08:18.136+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack28'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Bookmarklets'/><title type='text'>HACK#28 การสืบค้นใน Google ด้วย Bookmarklet</title><content type='html'>&lt;span style=""&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-size:100%;" &gt;การสร้าง Interactive Bookmarklets เพื่อเรียกใช้ Google จาก Browser ของคุณ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คุณคงรู้จัก Bookmark กันเป็นอย่างดีแล้ว แต่คุณรู้จัก Bookmarklet หรือไม่?&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Bookmarklet ก็คล้ายกับ Bookmark &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;แต่พิเศษตรงที่มีคำสั่ง Java Script ติดมาด้วย ทำให้เราสามารถใช้งานมันได้มากกว่า Bookmark ธรรมดา เพราะมันสามารถที่จะเปิดหน้าจอใหม่ได้ และสามารถที่จะแยกแยะคำที่ไฮไลท์เอาไว้จาก Web Page ได้ด้วย หรือสามารถที่จะส่งคำสั่งค้นหาไปยัง Search Engine&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ นอกจากนี้ยังมี Bookmarklet อีกหลายตัวที่จะช่วยให้คุณสามารถเรียกใช้ Google จาก Browser ของคุณเองได้ด้วย&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;  Tip: &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;หากคุณ Internet Explorer สำหรับวินโดว์อยู่ ก็นับว่าโชคดีเพราะ Bookmarklet เหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วก็จะทำงานได้ตามที่ประกาศเอาไว้ แต่หากว่าคุณใช้ Browser ที่เป็นที่นิยมน้อยกว่านั้น (เช่น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Opera ) หรือใช้ระบบปฏิบัติการ (operating system) ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ใช้ (เช่น OS X ของแม็คอินทอซ) คุณต้องใส่ใจกับข้อกำหนดและคำสั่งให้ดี เพราะอาจมีขั้นตอนพิเศษที่จะให้คำสั่ง Bookmark ทำงาน หรือไม่คุณก็ไม่สามารถที่จะใช้งาน Bookmarklet ได้เลย&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ก่อนที่คุณจะลองสืบค้นจากเว็บไซต์อื่น ขอให้ลองปุ่มคำสั่ง Browser ของ Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;(ซึ่งก็คือปุ่มที่เขียนไว้ว่า Bookmarklet ) เสียก่อนโดยที่คำสั่ง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Search จะทำการสืบค้น Google เพื่อหาคำที่คุณได้ไฮไลท์เอาไว้ใน Web Page หน้าปัจจุบัน ส่วนคำสั่ง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Scout จะทำงานแบบเดียวกับซินแท็กซ์ related: (ดูใน “คำสั่งพิเศษ”) เพื่อสืบค้นใน Web Page หน้าปัจจุบัน&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ก่อนจะลงในรายละเอียดมากกว่านี้ คงต้องแจ้งให้ทราบสักนิดหนึ่งว่า Bookmarklet ของ Google ถูกออกแบบมาสำหรับใช้กับ Internet Explorer เป็นหลักมากกว่า Browser ตัวอื่น&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left; font-style: italic;" align="left"&gt;คำสั่ง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Translate!&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left;" align="left"&gt;(&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://www.microcontentnews.com/resounces/translator.htm&lt;/span&gt;)&lt;/p&gt;  &lt;p class="BTIndent" style="text-align: left;" align="left"&gt;เป็นการใส่คำสั่งแปลภาษาของ Google (&lt;a href="http://hack1-google.blogspot.com/search/label/Hack02"&gt;Hack #2&lt;/a&gt;) ลงใน Bookmarklet จะทำให้คุณสามารถที่จะแปล Web Page หน้าปัจจุบันได้ด้วยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left; font-style: italic;" align="left"&gt;คำสั่ง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Jump&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left;" align="left"&gt;(&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://www.angelfire.com/dc/dcbookmarketlab/Bookmarklets/script002.html&lt;/span&gt;)&lt;/p&gt;  &lt;p class="BTIndent" style="text-align: left;" align="left"&gt;แสดงกรอบให้คุณใส่คำสั่งสืบค้น (search term) และทำการสืบค้นด้วย Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;จากนั้นจะนำคุณตรงไปยังผลลัพธ์แรก (top result) ที่พบ ด้วยคุณสมบัติการทำงานของ I’m Feeling Lucky ของ Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;(ดูใน “พื้นฐานเกี่ยวกับ Google”)&lt;/p&gt;&lt;p class="BTIndent" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 0, 0);"&gt;หมายเหตุ: บาง Link ไม่มีข้อมูลแล้ว เนื่องจากหนังสือเล่มนี้เขียนเมื่อปี 2546&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left; font-style: italic;" align="left"&gt;คำสั่ง Dooyoo Bookmarklets&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left;" align="left"&gt;(&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;&lt;a href="http://dooyoo-uk.tripod.com/bookmarklets2.html"&gt;http://dooyoo-uk.tripod.com/bookmarklets2.html&lt;/a&gt;)collection&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BTIndent" style="text-align: left;" align="left"&gt;ช่วยให้คุณมีฟีเจอร์ของ Bookmarklet หลายๆข้อรวมกัน เพื่อใช้กับ Search Engine ต่างๆ ซึ่งสำหรับ Google เองจะมี 2 ข้อ ซึ่งจะสร้างปุ่มคล้ายๆปุ่มคำสั่ง Browser&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;(browser button) ของ Google เอง โดยที่ปุ่มหนึ่งจะค้นหาเฉพาะคำที่ถูกไฮไลท์ (highlighted text) และอีกปุ่มหนึ่งสำหรับ Web Page ที่เกี่ยวข้อง (related page)&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left; font-style: italic;" align="left"&gt;Joe Maller’s Translation Bookmarklets&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left;" align="left"&gt;(&lt;a href="http://www.joemaller.com/translation_bookmarklets.shtml"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://www.joemaller.com/translation_bookmarklets.shtml&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;)&lt;/p&gt;  &lt;p class="BTIndent" style="text-align: left;" align="left"&gt;จะทำการแปล Web Page หน้าปัจจุบันให้เป็นภาษาที่ระบุเอาไว้ โดยทำงานผ่าน Google หรือ AltaVista อีกที&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left; font-style: italic;" align="left"&gt;Bookmarklets for Opera&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left;" align="left"&gt;(&lt;a href="http://www.philburns.com/bookmarklets.html"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://www.philburns.com/bookmarklets.html&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;)&lt;/p&gt;  &lt;p class="BTIndent" style="text-align: left;" align="left"&gt;จะมี Bookmarklet สำหรับการแปลของ Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;และ Bookmarklet ที่จำกัดการสืบค้นเฉพาะใน Domain ปัจจุบัน รวมถึง Bookmarklet ที่สืบค้น Googl&lt;span style=""&gt;e Groups&lt;/span&gt; (Hack #30) และดังเช่นที่คุณได้คาดการณ์ไว้แน่นอนว่า&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Bookmarklet เหล่านี้ถูกสร้างมาเพื่อใช้กับ Opera เป็นหลัก&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left; font-style: italic;" align="left"&gt;Google It!&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left;" align="left"&gt;(&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://www.code9.com/Googleit.html&lt;/span&gt;)&lt;/p&gt;  &lt;p class="BTIndent" style="text-align: left;" align="left"&gt;เป็น Bookmarklet อีกตัวหนึ่งที่สืบค้นหาคำใดๆก็ตาม ที่คุณได้ไฮไลท์เอาไว้ใน Web Page หน้าปัจจุบัน&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-4764891497548998040?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/4764891497548998040/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=4764891497548998040' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/4764891497548998040'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/4764891497548998040'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/03/hack28-google-bookmarklet.html' title='HACK#28 การสืบค้นใน Google ด้วย Bookmarklet'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-3746329042171953494</id><published>2007-03-05T20:05:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T20:05:18.438+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Language Tools'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack02'/><title type='text'>HACK#2 เครื่องมือเกี่ยวกับภาษา (Language Tools)</title><content type='html'>&lt;strong&gt;แม้ว่าคุณจะไม่สามารถไว้ใจเครื่องมือเกี่ยวกับภาษาใน Google เพื่อช่วยในการแปลข้อมูลให้คุณได้ร้อยเปอร์เซนต์ แต่เครื่องมือนี้ก็สามารถช่วยการสืบค้นของคุณได้พอสมควร&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ในยุคต้นๆของเครือข่ายเว็บ ดูเหมือนว่า Web Page ทั้งหลายจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่เมื่อนานาประเทศต่างเข้าสู่ระบบออนไลน์มากขึ้นบทความต่างๆก็เริ่มมีหลากหลายภาษามากขึ้น รวมถึงภาษาที่ไม่ได้มีจุดกำเนิดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ เช่นภาษา Esperanto และ Klingon เป็นต้น&lt;br /&gt;Google มีเครื่องมือเกี่ยวกับภาษามากมายหลายอย่างด้วยกัน ซึ่งรวมไปถึงเครื่องมือช่วยในการแปล และเครื่องมือช่วยในการติดต่อกับอินเตอร์เฟสของ Google ซึ่งมีขีดความสามารถมากกว่าเครื่องมือช่วยในการแปลเพียงอย่างเดียว แต่เฉพาะการแปลก็มีตัวเลือกให้คุณได้ใช้งานอยู่มากมายแล้วเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;การใช้งาน&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;คุณสามารถคลิกที่คำสั่ง “Language Tools” ซึ่งอยู่ที่หน้าแรกของ Google หรือจะไปที่ &lt;a href="http://www.google.com/language_tools?hl=en"&gt;http://www.google.com/language_tools?hl=en&lt;/a&gt;. ก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครื่องมือแรก คือเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณสามารถสืบค้นบทความได้จากประเทศและ/หรือภาษาที่ต้องการ นี่คืออีกวิธีหนึ่งซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่จะทำให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น การสืบค้น Web Page หน้าที่เป็นภาษาฝรั่งเศสจากเว็บไซต์ในประเทศญี่ปุ่น ย่อมจะทำให้คุณได้ผลการสืบค้นน้อยกว่า การสืบค้น Web Page หน้าที่เป็นภาษาฝรั่งเศสจากเว็บไซต์ต่างๆในประเทศฝรั่งเศสเองอย่างไม่ต้องสงสัย นอกจากนี้คุณสามารถที่จะสืบค้นให้ละเอียดลงไปถึงการใช้คำสแลงในภาษาต่างประเทศด้วย เช่น อาจลองค้นหาคำว่า “bonce” ซึ่งเป็นคำสแลงในภาษาอังกฤษ ใน Web Page หน้าที่เป็นภาษาฝรั่งเศสจากเว็บไซต์ในประเทศญี่ปุ่นดูก็ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครื่องมือที่สอง ใน Web Page หน้านี้จะช่วยให้คุณได้คำแปลของกลุ่มคำที่ต้องการ หรือแปล Web Page ทั้งหน้าจากภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการแปลจากภาษาอังกฤษไปเป็นภาษาอื่น หรือแปลจากภาษาอื่นไปเป็นภาษาอังกฤษอย่างใดอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตามการแปลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ย่อมได้ผลไม่ดีเท่ากับการใช้คนแปล ดังนั้นขอจงอย่ายึดเอาคำแปลที่ได้นี้เป็นมาตรฐาน หรือคาดหวังว่าจะถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ใช้มันเป็นเพียงเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณ “จับประเด็น” ในสิ่งที่คุณต้องการได้ง่ายขึ้นก็พอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆแล้วคุณอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องเข้ามาใน Web Page หน้านี้เพื่อใช้เครื่องมือแปลก็ได้ เพราะเมื่อคุณทำการสืบค้นอะไรก็ตาม คุณจะเห็นว่าบางครั้งผลลัพธ์ที่คุณได้ก็ไม่ใช่ภาษาที่คุณเลือกใช้หรือกำหนดค่าเอาไว้ใน Preference Page ตั้งแต่แรก แต่ถ้าสังเกตุดูจะเห็นว่า ใกล้ๆกับรายชื่อของผลลัพธ์ที่ได้จะมีข้อความภายใต้วงเล็บว่า “[Translate this page]” ซึ่งคุณสามารถคลิกที่นี่ จากนั้นคุณจะได้คำแปลของ Web Page หน้านี้ออกมา และจากด้านบนของหน้านี้ คุณจะสามารถเลือกดู Web Page ในภาษาต้นฉบับได้ และยังสามารถกลับมายัง Web Page หน้าที่แปลแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครื่องมือที่สาม คือเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณเลือกภาษาที่ใช้เป็นภาษาสืบค้นของ Google ซึ่งมีให้เลือกตั้งแต่ภาษา African ไปจนกระทั่งภาษา Welsh นอกจากนี้บางภาษายังเป็นภาษารูปภาพ (เช่น Bork-Bork-Bork และ Elmer Fudd) อีกด้วย แต่ก็สามารถทำงานได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 153);"&gt;&lt;strong&gt;Tip&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 102);"&gt;ข้อควรระวังคือ หากคุณเลือกภาษาเป็นภาษาแปลกๆเช่นภาษา Klingon คุณควรจะต้องรู้จักภาษา Klingon ด้วย เพื่อที่ว่าคุณจะได้อ่านคำสั่งต่างๆที่จะนำคุณกลับคืนมาสู่ภาษาที่ต้องการได้&lt;br /&gt;แต่หากว่าคุณทำงานต่อไปไม่ได้จริงๆ คุณสามารถแก้ปัญหาโดยการลบคุ๊กกี้ของ Google ออกไป แล้วเข้าไปยังหน้าที่ต้องการกลับเข้าไปใหม่อีกครั้ง วิธีนี้จะช่วยกำหนดความต้องการต่างๆให้กลับคืนสู่สถานะตามค่ากำหนดเดิม (default setting) อีกครั้งหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;เหตุที่ Google มีภาษากลางได้หลากหลายภาษาในขณะที่มีภาษาที่แปลได้อยู่เพียงไม่กี่ภาษา ก็เพราะ Google ที่อยู่ในภาษาที่คุณใช้นั้นมีอาสาสมัครจากทั่วโลกมาช่วยแปล (หาข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับโครงการอาสาสมัครได้จาก &lt;a href="http://www.google.com/intl/en/language.html"&gt;http://www.google.com/intl/en/language.html&lt;/a&gt;)&lt;/p&gt;&lt;p&gt;และสุดท้าย Web Page หน้า Language Tool จะให้มีรายชื่อโฮมเพจของ Google ในรูปแบบภาษาต่างๆ โดยแยกเป็นเขตๆตามพื้นที่ ซึ่งมีประมาณ 30 เขตด้วยกัน ตั้งแรกภาษา Deutschland ไปจนถึงภาษา Latvija&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;การใช้ประโยชน์จาก Google Language Tool ให้ได้มากที่สุด&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ว่าคุณไม่ควรไว้วางใจเครื่องมือการแปลจาก Google มากไปกว่าการช่วยให้คุณสามารถ “จับประเด็น” ความหมายของสิ่งที่คุณต้องการก็ตาม แต่ทว่าคุณสามารถที่จะใช้เครื่องมือการแปลเพื่อผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงมากที่สุดได้ วิธีแรกที่ได้อธิบายไปแล้ว คือวิธีที่ใช้ระบุตัวเลือกที่เป็นภาษาและประเทศร่วมกัน ส่วนวิธีที่สองคือการใช้เครื่องมือช่วยแปล &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ลองเลือกคำขึ้นมาคำหนึ่งให้อยู่ในเนื้อหาที่คุณต้องการ จากนั้นใช้เครื่องมือช่วยแปลในการแปลให้เป็นภาษาอื่น (เครื่องมือช่วยแปลของ Google ทำงานได้ดีสำหรับการสืบค้นคำโดดๆ) ต่อไปลองสืบค้นหาคำนี้โดยเลือกภาษาและประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับคำนี้ เช่น คุณอาจจะสืบค้นคำว่า “LandstraBe” (แปลว่าทางหลวง) โดยเลือกภาษาที่ต้องการเป็นภาษาฝรั่งเศสและประเทศที่เป็นที่ตั้งของเว็บไซต์ที่ต้องการเป็นประเทศแคนาดา วิธีนี้คุณจะต้องเลือกคำที่ไม่มีใช้ในภาษาอังกฤษ ไม่เช่นนั้นผลลัพธ์ที่ได้จะมากมายจนดูกันไม่ไหว&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-3746329042171953494?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/3746329042171953494/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=3746329042171953494' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/3746329042171953494'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/3746329042171953494'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack-2-language-tools.html' title='HACK#2 เครื่องมือเกี่ยวกับภาษา (Language Tools)'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-4661094408074909932</id><published>2007-03-05T19:51:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T19:51:10.875+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack27'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Google API'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='GAPIS'/><title type='text'>HACK#27 GAPIS</title><content type='html'>&lt;span style=";font-family:&amp;quot;;font-size:18;"  &gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-size:100%;" &gt;Gapis เป็นแอ๊พพลิเคชั่นการสืบค้นของ Google ที่อยู่ในวินโดว์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;กฎการแฮ็กหลายๆ ข้อในหนังสือเล่มนี้มักจะอิงกับ Browser หรือไม่ก็ถูกรวม (integrated) อยู่ในแอ๊พพลิเคชั่นต่างๆ แต่กลับไม่ค่อยมีแอ๊พพลิเคชั่นตัวใดที่จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์จากความสามารถในการสืบค้นของ Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;โดยเฉพาะ แต่สำหรับ GAPIS (Google API Searching in an Application) แล้ว เป็นแอ๊พพลิเคชั่นเล็กๆที่ทำงานเป็นอิสระ (stand alone) และทำการสืบค้นจาก Google ได้ด้วยตัวของมันเอง (มันสามารถถูกกำหนดให้สืบค้นจาก Browser ได้)&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;GAPIS (&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://www.searchenginelab.com/common/products/gapis/&lt;/span&gt;) มีให้ดาว์นโหลดได้ฟรีในรูปแบบเป็นแอ๊พพลิเคชั่นที่พร้อมทำงานได้ และมาพร้อมกับคำสั่ง uninstall หรือดาว์นโหลดในแบบไฟล์ที่สามารถเรียกทำงานได้แต่ไม่มีคำสั่ง uninstall ซึ่ง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;GAPIS จะทำงานภายใต้วินโดว์ 95 หรือเวอร์ชั่นที่สูงกว่านั้น และด้วยเหตุที่มันใช้ Google Web API คุณจะต้องมีคีย์สำหรับ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;API เพื่อที่จะสืบค้นด้วย&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หน้าตาของ GAPIS มีรูปแบบที่ง่ายมาก ด้วยการใช้หน้าต่างหนึ่งในการสืบค้นและอีกอันหนึ่งสำหรับเป็นหน้าต่างออปชัน&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ในส่วนเกี่ยวกับคำสั่งจะมีช่องให้ใส่รหัส (develop’s key) วางอยู่ในระนาบเดียวกันกับช่องสำหรับกรอกคำที่ต้องการค้นหา (query box) และมีส่วนที่เป็นเมนูตัวเลือก (pull-down menu) ที่จะให้คุณสามารถเรียกคำสืบค้นเก่าๆ (previous query) ได้ โดยจะมีมุมมองสองแบบคือ แบบธรรมดาซึ่งจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการสืบค้นเช่นเดียวกับที่คุณได้รับจากการสืบค้นด้วย Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;และแบบที่แสดงข้อมูลในรูปแบบตาราง เช่น ที่คุณได้เห็นโปรแกรมสเปรดชีดทั่วไป ดังภาพที่ 1-19 ซึ่งเป็นหน้าตาโปรแกรม GAPIS&lt;/p&gt;  &lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RewRDrluqBI/AAAAAAAAAVU/6TxXBXsKllU/s1600-h/1-19.bmp"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://3.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RewRDrluqBI/AAAAAAAAAVU/6TxXBXsKllU/s400/1-19.bmp" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5038420838058993682" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style=";font-family:&amp;quot;;font-size:18;"  &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ภาพ 1-19 หน้าตาของ GAPIS&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div style="text-align: left;"&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ตัวเลือกต่างๆ (option)&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ในหน้าต่างตัวเลือก (option windows) นั้นจะให้คุณกำหนดตัวเลือกสำหรับการสืบค้นต่างๆ รวมไปถึง Filter แบบ SafeSearch หรือ Filter ที่คัดเอาผลลัพธ์ที่เหมือนกันออกไป รวมถึงตัวเลือกจำนวนผลการสืบค้นที่มากที่สุดที่จะได้รับ (GAPIS จะให้ผลการสืบค้นมากถึง 30 รายการ) ภาพที่ 1-20 จะแสดงหน้าต่างตัวเลือกนี้&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;การสืบค้น&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;เมื่อคุณทำการสืบค้น GAPIS จะแสดงรายชื่อของผลการสืบค้นในหน้าแรกด้วยรูปแบบที่คุณได้เลือกเอาไว้ (รูปแบบธรรมดาหรือรูปแบบสเปรดชีท ดังแสดงในภาพ 1-21) &lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หากต้องการที่จะเปิดผลลัพธ์ด้วย Browser ของคุณ ให้ดับเบิ้ลคลิกที่ URL ที่ลิสต์อยู่ หรือหากคุณต้องการสืบค้นด้วย Browser ของคุณเองอีกครั้ง (เช่นในกรณีที่คุณต้องการได้ผลลัพธ์มากกว่า 30 รายการ) ให้คลิกที่ปุ่ม Search In Browser&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หากคุณต้องการที่จะมีเครื่องมือสืบค้นแบบง่ายๆสำหรับเรื่องโปรดของคุณ ซึ่งอาจเพียงแค่ให้ผลเป็นข้อมูลทั่วๆไปที่ไม่ต้องละเอียดมากนัก ก็ถือได้ว่า GAPIS นับเป็นเครื่องมือที่ทำงานได้รวดเร็วและตอบสนองจุดประสงค์ดังกล่าวได้ดีเลยทีเดียว&lt;/p&gt;  &lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style=";font-family:&amp;quot;;font-size:18;"  &gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RewQ97luqAI/AAAAAAAAAVM/Nl13VXYNYDI/s1600-h/1-20.bmp"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RewQ97luqAI/AAAAAAAAAVM/Nl13VXYNYDI/s400/1-20.bmp" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5038420739274745858" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ภาพที่ 1-20&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Web Page เแสดงตัวเลือก (options) ของ GAPIS&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RewQxrlup_I/AAAAAAAAAVE/-4tyBFBMfUA/s1600-h/1-21.bmp"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://3.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RewQxrlup_I/AAAAAAAAAVE/-4tyBFBMfUA/s400/1-21.bmp" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5038420528821348338" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style=";font-family:&amp;quot;;" &gt;ภาพที่ 1-21 GAPIS ขณะแสดงผลการค้นหาในรูปแบบสเปรดชีท&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-4661094408074909932?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/4661094408074909932/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=4661094408074909932' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/4661094408074909932'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/4661094408074909932'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/03/hack27-gapis.html' title='HACK#27 GAPIS'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RewRDrluqBI/AAAAAAAAAVU/6TxXBXsKllU/s72-c/1-19.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-6747945411917074412</id><published>2007-03-05T19:04:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T19:04:03.861+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack14'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Syntax'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='inurl'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='site'/><title type='text'>HACK#14 ซินแท็กซ์ inurl: และ site:</title><content type='html'>&lt;span style=""&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-size:100%;" &gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;การใช้ inurl เพื่อค้นหาไดเร็กทอรี่ย่อยของเว็บไซต์&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ซินแท็กซ์ site: จะทำงานได้อย่างสมบูรณ์ในกรณีที่คุณต้องการจำกัดการสืบค้นไปที่ Domain ใด Domain หนึ่งเท่านั้น หรือสืบค้นที่ตัวลงท้ายของ Domain&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;(domain suffix)&lt;/span&gt; เช่น “example.com” หรือ “&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;www.example.org&lt;/span&gt;” หรือ “edu” เช่น คำสั่ง site: edu แต่มันจะสะดุดในกรณีที่คุณพยายามที่จะค้นหาเว็บไซต์ที่อยู่ลึกลงไปจากหน้าโฮมเพจ (เช่นในไดเร็กทอรี่ย่อย /~ sam/album/) &lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ยกตัวอย่างเช่น หากคุณกำลังค้นหาสิ่งที่อยู่ภายใต้เว็บไซต์ Geocities ซึ่งเป็นเว็บไซต์หลัก คุณไม่สามารถที่จะใช้ซินแท็กซ์‌ site: เพื่อที่จะค้นหา Web Page ทั้งหมดในไดเร็กทอรี่ย่อย &lt;span class="MsoHyperlink"&gt;&lt;a href="http://www.geocities.com/heartland/meadows/6485"&gt;http://www.geocities.com/heartland/meadows/6485&lt;/a&gt;&lt;/span&gt; ได้ เพราะ Google จะไม่สามารถค้นหาผลลัพธ์ให้กับคุณได้ แต่ถ้าคุณใช้ซินแท็กซ์พิเศษเป็น inurl: เพื่อที่จะระบุคำที่อาจจะพบได้ใน URL ที่เป็นผลการสืบค้น คำสั่งนี้จะทำงานให้ตามที่คุณต้องการ โดยมีรูปแบบดังนี้คือ&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;inurl:www.geocities.com/heartland/meadows/6485/&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;Tip : &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;ในขณะที่ site: จะไม่สนใจคำว่า http:// ที่อยู่หน้าชื่อเว็บไซต์ แต่คุณจะได้ผลการสืบค้นจำนวนน้อยกว่า หากคุณระบุ http:// ลงใน inurl: ดังนั้นเพื่อผลการสืบค้นที่ดีที่สุด&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;คุณจึงไม่ควรใส&lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;คำว่า http:// เมื่อใช้ inurl:&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คุณจะเห็นว่าการใช้ inurl: แทน site: จะมีข้อได้เปรียบอยู่สองประการคือ&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;คุณสามารถใช้ inurl: ได้โดยไม่ต้องระบุซินแท็กซ์ค้นหาอื่นๆ (ซึ่งคุณไม่สามารถทำได้เมื่อใช้ site:)&lt;br /&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;คุณสามารถใช้ซินแท็กซ์นี้เพื่อสืบค้นไดเร็กทอรี่ย่อยภายใต้เว็บไซต์นั้นๆได้  &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การสืบค้นภายใต้ Subdomain&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คุณสามารถใช้ inurl: ร่วมกับ site: เพื่อที่จะสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Subdomain&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ได้ ยกตัวอย่างเช่น คุณต้องการทราบว่าเว็บไซต์ OReilly.com มี&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Subdomain&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งคุณไม่สามารถที่จะได้คำตอบนี้จากคำสั่ง site:oreilly.com หรือ จากคำสั่ง inurl:“*.oreilly.com” ได้ (ซินแท็กซ์นี้จะสืบค้นทั้ง Web Page ที่เป็น mirrors (ดู Hack #91) และ Web Page อื่นๆ ซึ่งมีคำว่า oreilly.com ที่อยู่นอกเหนือจากเว็บไซต์ของ O’Reilly)&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span class="HackSubHDChar"&gt;&lt;span style="font-weight: normal;"&gt;แต่คุณต้องใช้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;ซินแท็กซ์&lt;span class="HackSubHDChar"&gt;&lt;span style="font-weight: normal;"&gt;ต่อไปนี้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;ร่วมกัน&lt;span class="HackSubHDChar"&gt;&lt;span style="font-weight: normal;"&gt;กันจึงจะสามารถที่จะทำงานได้ &lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;site:oreilly.com&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;inurl:“*.oreilly” -inurl:“&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;www.oreilly”&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คำสั่งข้างต้นนี้บอกให้ Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;สืบค้นที่เฉพาะเว็บไซต์ OReilly.com ซึ่งมี Web Page หน้าที่ชื่อ URL มีคำว่า ‘*.oreilly’&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;อยู่ด้วย (Hack #13) โดยการใช้เครื่องหมาย wildcard แทนหน้าใดๆก็ได้ที่อยู่ภายในเว็บไซต์แห่งนี้ แต่ให้ยกเว้น URL ที่มีคำว่า “&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;www.oreilly’ &lt;/span&gt;” (เพราะคุณคุ้นเคยกับ Domain นี้ดีอยู่แล้ว)&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-6747945411917074412?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/6747945411917074412/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=6747945411917074412' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/6747945411917074412'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/6747945411917074412'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack14-inurl-site.html' title='HACK#14 ซินแท็กซ์ inurl: และ site:'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-8368049367686678115</id><published>2007-03-05T15:40:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T15:40:41.066+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack22'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Specialized Vocabularies'/><title type='text'>HACK#22 การหาคำนิยามของศัพท์ทางเทคนิค</title><content type='html'>&lt;span style=""&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-size:100%;" &gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;หากคุณติดอยู่กับ “ภาษาทางเทคนิค” Google อาจช่วยหาคำตอบให้คุณได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;โดยปกติแล้วคำศัพท์ที่เป็นคำเฉพาะส่วนใหญ่ จะไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงความหมายบ่อยนัก แต่ศัพท์แสงทางคอมพิวเตอร์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะจะมีคนคิดคำใหม่ๆ หรือคำนิยามใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตแทบจะทุกๆ 12 นาทีเลยก็ว่าได้ และในอีก 12 นาทีต่อมามันก็กลายเป็นคำล้าสมัยหรือมีความหมายเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และมักจะมีความหมายมากกว่าหนึ่งอย่างซะอีกด้วย จริงๆแล้วมันอาจจะไม่เลวร้ายขนาดนั้นก็ได้&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;เพียงแต่ว่ามันทำให้เรารู้สึกเช่นนั้นต่างหาก  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;Google มีวิธีที่จะช่วยคุณได้สองวิธีได้แก่ การช่วยสืบค้นหาคำที่คุณต้องการและช่วยคุณหาความหมายของคำที่คุณต้องการทราบแต่ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับคำนี้เลย&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;คำนิยามของศัพท์ทางเทคนิค&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;สมมติว่าคุณเพิ่งจะออกจากห้องประชุม และมีคำใหม่ๆประดังเข้ามาในสมองของคุณเต็มไปหมด ปัญหาก็คือว่าในขณะนั้นคุณยังไม่รู้แน่ว่าคำที่คุณได้ยินนั้นเป็นคำสแลงหรือเป็นคำนิยามใหม่ๆ ทางฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ หรือเป็นคำนิยามทั่วๆไปกันแน่ แล้วคุณจะแยกออกได้อย่างไรว่าคำไหนเป็นคำไหน?&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ในทำนองเดียวกัน คำศัพท์ใหม่ๆอื่นๆคุณคงจะต้องใช้วิธีเดาจากรูปแบบการใช้คำเช่น คำนี้ถูกใช้ในช่วงไหนของการสนทนา หรือถูกใช้เพื่อหมายถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นส่วนใหญ่ และมีคนเดียวที่ใช้ศัพท์คำนี้หรือไม่ เพราะมันอาจจะเป็นคำสแลงก็ได้ (Hack #4) หรือว่ามีการเขียนคำนี้เอาไว้ที่ไหนบ้าง พยายามรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคำดังกล่าวให้มากที่สุด หากคุณไม่สามารถหาข้อมูลได้ และเจ้านายของคุณก็ยื่นศีรษะเข้ามาในส่วนที่กั้นเป็นที่ทำงานของคุณ และพูดว่า “เรากำลังจะทุ่มเม็ดเงินถึง 20 ล้านเหรียญเพื่อโครงการนี้ ด้วยการใช้… คุณมีความเห็นว่าอย่างไร?” ขอให้คิดไว้ก่อนว่าเจ้าสิ่งทีเจ้านายคุณจะใช้เป็นคำที่เป็นศัพท์ทั่วไป&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Glossary&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ก่อนที่คุณจะเริ่มการสืบค้นจาก Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ตรวจสอบดูเสียก่อนว่าบริการ Google Labs (Hack # 35) นั้นยังให้บริการ Google Glossary อยู่หรือเปล่า (&lt;a href="http://labs.google.com/glossary/"&gt;http://labs.google.com/glossary/&lt;/a&gt;) ซึ่ง Google Glossary จะให้คำนิยามทั้งศัพท์เทคนิคและศัพท์ทั่วไป และหากว่าคุณไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ให้กลับไปใช้ Google ตามปกติ&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การสืบค้นศัพท์บัญญัติจาก Google&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ก่อนอื่นกรุณาอย่าใส่คำย่อลงไปในช่องคำสั่ง เช่น คำว่า XSLT นั้นจะให้ผลการสืบค้นถึง 900,000 รายการเลยทีเดียว และแม้ว่าคุณจะได้รับคำตอบจากการเข้าไปหาข้อมูลจากเว็บไซต์เหล่านั้นก็ตาม ทว่ามันยังมีวิธีที่ง่ายกว่านั้นอีก ด้วยการแทรกคำว่า “stands +for” ลงไปในช่องคำสั่งหากคุณกำลังสืบค้นคำย่อหรืออักษรย่อ เช่น คำสั่ง “XSLT Stands +for” นั้นจะให้ผลการสืบค้นเพียง 29 รายการ และรายการแรกจะเป็นอภิธานศัพท์ หากว่าคุณยังได้ผลลัพธ์มากเกินไปแล้วละก็ (เช่น “XML stands +for” จะให้ผลลัพธ์เกือบ 1,000 รายการ) ให้ลองใส่คำว่า beginners หรือ newbie ลงไปด้วยเช่น “XML Stands +for” beginners จะเหลือผลลัพธ์เพียง 35 รายการเท่านั้น โดยรายการแรกคือ “XML for beginners”&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หากคุณยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการ ลองพิมพ์คำว่า “What is X?” หรือ “X + is short + for” หรือ X beginners FAQ (X คือคำย่อหรือศัพท์บัญญัติที่คุณต้องการ) วิธีนี้น่าจะถือเป็นการสืบค้นขั้นที่สอง เพราะเว็บไซต์ส่วนใหญ่มักจะไม่ใช้คำที่ใช้กันโดยทั่วไป และ X นั้นก็อาจจะแปลกใหม่จนเกินไป (หรืออาจจะเชยไปแล้วก็เป็นได้) และยังไม่มีปรากฏอยู่ในส่วนที่เป็น FAQ อย่างไรก็ตามคุณอาจใช้เวลาแตกต่างกันไปสำหรับแต่ละวิธีการ ทว่ามันก็คุ้มค่าที่จะลองดู เพราะมีคำนิยามรอให้คุณค้นหาอยู่มากมายเหลือเกิน หากคุณมีศัพท์บัญญัติในหมวดของฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ หรือคำที่เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ ลองระบุคำนั้นร่วมกับการใช้งานเท่าที่คุณทราบ เช่น Dynaloader เป็นศัพท์บัญญัติที่เกี่ยวกับซอฟต์แวร์ มันคือโมดูลหนึ่งของ Perl จากความรู้เท่านี้คุณก็สามารถที่จะระบุคำสั่งสืบค้นเป็น&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;dynaloader Perl&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หากผลการสืบค้นของคุณได้คำตอบที่ยากเกินไป เพราะมีข้อสมมติฐานว่าคุณรู้จักคำว่า Dynaloader ดีอยู่แล้ว ในกรณีนี้ลองใช้คำว่า beginners newbie และคำอื่นๆ เพื่อทำให้คุณได้ข้อมูลใกล้เคียงสำหรับผู้เริ่มต้น เช่น&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;Dynaloader Perl Beginners &lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หากคุณยังไม่พบคำที่ต้องการอีก ก็อาจะเป็นเพราะสาเหตุต่อไปนี้คือ คำสแลงนั้นอาจจะเป็นคำที่เฉพาะสำหรับสาขาอาชีพของคุณ หรือไม่คุณก็อาจจะถูกเพื่อนร่วมงานแกล้ง หรือคุณอาจจะได้ยินมาผิดๆก็ได้ (หรืออาจจะมีการสะกดคำผิดในเอกสารที่คุณได้รับ) หรือไม่มันอาจจะเป็นคำใหม่เอามากๆเลยทีเดียว&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;คุณจะสืบค้นได้จากที่ไหนอีกหากไม่ใช่จาก Google&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;แม้ว่าคุณจะได้ความพยายามอย่างที่สุดแล้ว คุณก็ยังไม่สามารถที่จะหาคำนิยามที่ดีจาก Google ได้ ยังมีเว็บไซต์อีกหลายแห่งที่คุณจะสืบค้นได้ คือ&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left;" align="left"&gt;Whatis (&lt;a href="http://whatis.techtarget.com/"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://whatis.techtarget.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;)&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;เป็นอินเด็กซ์การสืบค้นที่เกี่ยวกับศัพท์คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ไปจนถึงโทรคมนาคม เว็บไซต์นี้จะมีประโยชน์มากหากคุณต้องการสืบค้นคำศัพท์ที่เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์เพราะจะแบ่งคำนิยามออกเป็นหมวดหมู่ และคุณสามารถที่จะเห็นที่เป็นลักษณะการเรียงตามตัวอักษรจาก&lt;span style=""&gt; A &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;ถึง &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;Z &lt;/span&gt;ได้ มีการให้คำอธิบายประกอบที่ดี และมักจะมีการจัดทำอินเด็กซ์ที่อ้างอิงกลับไปกลับมาได้ด้วย&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left;" align="left"&gt;Webopedia (&lt;a href="http://www.pcwebopedia.com/"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://www.pcwebopedia.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;)&lt;/p&gt;  &lt;p class="BTIndent" style="text-align: left;" align="left"&gt;สามารถสืบค้นได้ด้วย keyword หรือเลือกหาจากหมวดหมู่ที่จัดทำไว้ นอกจากนี้ยังมีรายชื่อของคำใหม่ๆอยู่ในหน้าแรกให้คุณได้สืบค้นหาคำใหม่ๆด้วย&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left;" align="left"&gt;Netlingo (&lt;a href="http://www.netlingo.com/framesindex.html"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://www.netlingo.com/framesindex.html&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;)&lt;/p&gt;  &lt;p class="BTIndent" style="text-align: left;" align="left"&gt;เว็บไซต์แห่งนี้จะปรากฏขึ้นพร้อมด้วยคำทางด้านซ้ายมือ โดยมีคำต่างๆอยู่ทางด้านซ้ายและมีคำนิยามอยู่ทางด้านขวา ซึ่งจะมีคำอ้างอิงให้มากมายรวมถึงคำสแลงเก่าๆด้วย&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left;" align="left"&gt;Tech Encyclopedia (&lt;a href="http://www.techweb.com/encyclopedia"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://www.techweb.com/encyclopedia&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;)&lt;/p&gt;  &lt;p class="BTIndent" style="text-align: left;" align="left"&gt;มีคำนิยามและข้อมูลอื่นๆกว่า 20,000 คำ นอกจากนี้ยังแสดงคำที่ถูกสืบค้นมากที่สุด 10 อันดับแรก ซึ่งจะทำให้คุณได้เห็นว่ามีใครบ้างที่สนใจคำๆเดียวกับคุณอยู่&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คุณอาจจะเห็นศัพท์ในภาษากรีกปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆพอๆกับ Web Page ต่างๆ จงอย่ากังวลใจกับมันมากนัก ทางที่ดีคุณควรจะใช้ Google เพื่อเป็น “แหล่งอ้างอิงสำเร็จรูป” สำหรับคำนิยามที่คุณต้องการจะดีกว่า&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนนี้ โปรดดูที่&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;ul&gt;&lt;li&gt;คำำศัพท์เฉพาะ : คำสแลงและศัพท์บัญญัติ ( &lt;a href="http://hack1-google.blogspot.com/search/label/Hack04"&gt;Hack # 4&lt;/a&gt;)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;บริการ Google Labs (Hack #35)&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-8368049367686678115?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/8368049367686678115/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=8368049367686678115' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/8368049367686678115'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/8368049367686678115'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack22.html' title='HACK#22 การหาคำนิยามของศัพท์ทางเทคนิค'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-7034796576374267899</id><published>2007-03-05T15:38:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T15:38:07.866+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Chapter-1'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Syntax'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Google Index'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Language'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='keyword'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Boolean'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='daterange'/><title type='text'>บทที่ 1 เจาะ Google ให้รู้แจ้ง (Hack #1 - 28)</title><content type='html'>&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คุณจะเห็นว่าหน้าแรกของ Google นั้นแสนจะเรียบง่ายมีเพียงแบบฟอร์มการค้นหาและปุ่มคำสั่งเพียงไม่กี่ปุ่ม ทว่าเบื้องหลังความเรียบง่ายนั้นคือศักยภาพแห่งความเป็น Search Engine ขนานแท้ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้คุณสามารถเข้าถึงขุมทรัพย์ข้อมูลอันมหาศาลได้ และหากว่าคุณสามารถที่จะใช้งาน Google ได้อย่างเต็มศักยภาพแล้วละก็ เครือข่ายเว็บทั้งหมดก็จะกลายเป็นเหมืองทองแห่งความรู้ให้กับคุณไปโดยฉับพลัน&lt;br /&gt;แต่ก่อนอื่น คุณจะต้องรู้เสียก่อนว่า มีอะไรบ้างที่ไม่ใช่สิ่งที่ Google เป็น&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;สิ่งที่ไม่มีอยู่ในความเป็น Google&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;จริงๆแล้วอินเทอร์เน็ตไม่ใช่ห้องสมุด แต่ข้อเปรียบเทียบที่ว่าอินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือนห้องสมุดก็ได้แสดงให้เราเห็นอะไรได้หลายอย่าง เช่น แสดงให้เห็นว่าอินเทอร์เน็ตคือศูนย์รวมข้อมูลและความรู้ต่างๆมากมาย แสดงให้เห็นถึงความขยันขันแข็งของเจ้าหน้าที่ในการจัดเรียงเอกสารใหม่ๆที่เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ และแสดงถึงการวิธีการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ รวมถึงเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งการพยายามคิดถึงอินเทอร์เน็ตในแง่ของการเป็นห้องสมุดแต่เพียงถ่ายเดียวนั้นอาจเป็นความเข้าใจที่ยังไม่ถูกต้องนักก็เป็นได้&lt;br /&gt;เราจึงควรขจัดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้ออกไปกันเสียก่อน ดังนี้&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;Google Index (ดัชนีหรืออินเด็กซ์ที่ Google จัดทำขึ้นเพื่อใช้อ้างอิงข้อมูลที่มีอยู่) เป็นเพียงภาพรวมของสิ่งที่ออนไลน์ทั้งหมดเท่านั้น ทั้งนี้เพราะไม่มี Search Engine ตัวไหนที่จะรู้ดีไปหมดทุกอย่าง แม้กระทั่ง Google เองก็ตาม เพราะสิ่งที่ออนไลน์อยู่นั้นมันช่างมากมายมหาศาล และหลั่งไหลเข้ามารวดเร็วมากเสียจนเราติดตามกันไม่ไหว โดยอาจอยู่ในรูปแบบเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไป เช่น เป็นภาพยนตร์ เป็นแถบเสียง เป็นภาพการ์ตูนเคลื่อนไหว และข้อมูลที่มีการจัดเก็บในรูปแบบเฉพาะอีกหลากหลายรูปแบบจนนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;สิ่งที่ปรากฏอยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเชื่อถือได้หรือไม่? คำตอบก็คือไม่ เพราะสิ่งที่เราเห็นในนั้นอาจมีอคติ ถูกบิดเบือน หรือกระทั่งไม่มีความถูกต้องเอาเสียเลยก็เป็นได้ ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม คุณอาจลองพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ โดยการเข้าไปเยี่ยมชมเว็บที่ชื่อว่า Urban Legends Reference Pages (&lt;a href="http://www.snopes.com/"&gt;http://www.snopes.com/&lt;/a&gt;) ดูก็ได้ แล้วคุณจะได้สัมผัสกับตำนานต่างๆที่คลาดเคลื่อนและข้อมูลที่ผิดๆมากมายที่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ต&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;Filter หรือตัวกรองเนื้อหาอาจจะช่วยปกป้องคุณจากเนื้อหาที่น่ารังเกียจทั้งหลายได้ แม้ว่า Filter ของ Google ที่เป็นสิ่งที่คุณจะเลือกใช้หรือไม่ก็ได้นั้น จะทำงานอยู่ในเกณฑ์ดี และถือว่ามีประโยชน์พอสมควรก็ตาม แต่ทว่ามันก็ยังไม่สมบูรณ์แบบโดยไร้ที่ติเลยซะทีเดียว เพราะแม้จะใช้ Filter คุณก็ยังอาจได้พบเจอเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมได้อยู่ดี&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;สำหรับ Google Index คงไม่สามารถอยู่นิ่งๆเสมือนเป็น Snapshot ของเครือข่ายเว็บได้อย่างแน่นอน เพราะอินเด็กซ์ดังกล่าวจะต้องผันแปรไปตามเครือข่ายซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยที่แต่ละแขนงของเครือข่ายต่างก็มี Web Page ใหม่ๆส่งเข้ามาอยู่ไม่ขาดสาย อีกทั้งยังมีเรื่องของการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลเดิมที่มีอยู่แล้ว รวมถึง Web Page ที่ถูกลบทิ้งไปอีกด้วย นอกจากนี้แล้ววิธีการของ Google เองก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆตามนวัตกรรมใหม่ๆที่ผู้ออกแบบระบบได้ศึกษาและพัฒนาขึ้นมา ดังนั้นจงอย่าจำกัดตนเองด้วยวิธีการค้นหาแบบเดิมๆ เพราะการทำเช่นนั้นมีแต่จะจำกัดตัวคุณไม่ให้เข้าถึงวิวัฒนาการที่ใหม่และดีขึ้นกว่าของ Google นั่นเอง&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;สิ่งที่ Google เป็นอยู่&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;วิธีการที่คนส่วนใหญ่ใช้งาน Search Engine ก็คือการพิมพ์ keyword สองสามคำลงไปและรอดูผลลัพธ์ (search result) ว่าจะได้อะไรกลับคืนมาบ้าง วิธีการเช่นนี้อาจใช้ได้ผลดีสำหรับ Domain บางประเภท ทว่าเมื่ออินเทอร์เน็ตขยายตัวใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ วิธีนี้ก็จะใช้ได้ผลน้อยลงตามลำดับเช่นกัน&lt;br /&gt;ดังนั้น Google จึงพัฒนาส่วนเพิ่มเติมที่เรียกว่า “ซินแท็กซ์พิเศษ” (Special Syntax) มาให้เราใช้ด้วย และในบทนี้ก็จะพูดถึงซินแท็กซ์พิเศษเหล่านั้นโดยละเอียดเลยทีเดียว ซึ่งเราอาจสรุปได้ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;การสืบค้นภายใน Web Page (within the page)&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;Google มีซินแท็กซ์พิเศษที่จะทำให้คุณกำหนดการสืบ&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;ค้นของคุณในระดับ Web Page เช่นการระบุชื่อ หรือ URL (Uniform Resource Locator) ของ Web Page ที่ต้องการได้&lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ประเภทของ Web Page (kinds of page)&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;Google ยอมให้คุณสามารถกำหนดการสืบค้นตามประเภทของเว็บไซต์ (search by domain category) ได้ด้วย เช่น เว็บไซต์ที่มี Domain เป็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา (.edu) หรือค้นหา Web Page ที่ได้มีการจัดทำอินเด็กซ์ (indexing) ในช่วงวันที่ต้องการ (specified date range) เป็นต้น&lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;รูปแบบของเนื้อหา (kinds of content)&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;เมื่อสืบค้นด้วย Google คุณสามารถที่จะค้นหาไฟล์ได้หลากหลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น เอกสารที่เป็นไมโครซอฟต์เวิร์ด สเปรดชีทของเอ็กเซล หรือไฟล์ PDF ก็ตามที นอกจากนี้คุณยังจะสามารถค้นหา Web Page ที่เขียนด้วยภาษา XML, SHTML&lt;br /&gt;หรือกระทั่ง RSS ได้ด้วย&lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;รูปแบบเฉพาะ (special collections)&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;Google มีคุณสมบัติในการค้นหาให้คุณได้เลือกใช้อยู่มากมายหลายแบบ และบางแบบก็ยังไม่ถูกลบออกไปจากอินเด็กซ์ดังเช่นที่คุณเข้าใจ คุณอาจจะนึกถึง Google Index ในแง่การเป็นอินเด็กซ์ของเรื่องราวใหม่ๆหรือภาพใหม่ๆเท่านั้น ทว่าคุณเคยรู้เกี่ยวกับวิธีสืบค้นข้อมูลเฉพาะ (specific information) สำหรับงานต่างๆในระดับมหาวิทยาลัยบ้างหรือไม่ หรือคุณรู้บ้างไหมว่า คุณสามารถใช้&lt;br /&gt;Google ทำการค้นหาโดยแยกตาม Topic เช่น Topic ต่างๆที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบปฎิบัติการ BSD ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง&lt;br /&gt;หรือจะเกี่ยวกับลีนุกซ์ หรือแอ๊ปเปิล หรือไมโครซอฟต์ เป็นต้น รวมถึง Topic ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับรัฐบาล (U.S Government) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น&lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ซินแท็กซ์‌ต่างๆเหล่านี้สามารถใช้ร่วมกันได้ด้วย ซึ่งนี่แหละคือความสามารถอันพิเศษของ Google เพราะคุณจะสามารถทำการสืบค้นได้ถึงระดับรูปแบบ Web Page ที่ต้องการ ไปจนถึงระดับเนื้อหาและประเภทของ Web Page เลยทีเดียว&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;กล่าวโดยรวมแล้ว ประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากหนังสือเล่มนี้ก็คือ โอกาสที่ไร้ขอบเขตนั่นเอง หนังสือเล่มนี้จะแนะนำคุณเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆมากมายเกินจะบรรยายได้หมด แต่หากว่าคุณเพียงแต่รับรู้ในทางทฤษฎีโดยไม่ยอมนำมันไปปฏิบัติ คุณก็จะไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยเช่นกัน ดังนั้นคุณต้องฝึกฝนด้วยการลองผิดลองถูกไปด้วย โดยการกำหนดสิ่งที่คุณต้องการจะค้นหาขึ้นมา และพยายามใช้สิ่งที่คุณได้จากหนังสือเล่มนี้เพื่อการสืบค้นสิ่งที่ต้องการ จากนั้นจึงค่อยสรุปเทคนิคดีๆที่คุณใช้ได้ผลเอาไว้ใช้ในภายหลัง&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;รู้จักพื้นฐานการทำงานของ Google&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;จะว่าไปแล้ว ในอินเทอร์เน็ตมี Search Engine อยู่สองประเภทหลักๆด้วยกัน ประเภทแรกเราจะเรียกว่าเป็น Search Engine ที่สืบค้นด้วยอินเด็กซ์หัวเรื่อง (searchable subject index) ซึ่งจะทำการสืบค้นเฉพาะชื่อหรือคำอธิบายของเว็บไซต์เท่านั้น แต่จะไม่ทำการสืบค้นในระดับ Web Page ตัวอย่างของ Search Engine ประเภทนี้ก็เช่น Yahoo! เป็นต้น อีกประเภทหนึ่งได้แก่ Search Engine ที่ทำการสืบค้นเนื้อหาทุกอย่างด้วยวิธีแบบ Full Text Search ซึ่งจะใช้การสืบค้นด้วยระบบการประมวลผลแบบ “สไปเดอร์” (spider) เพื่อที่จะจัดทำอินเด็กซ์ให้กับ Web Page ซึ่งมีเป็นล้านๆหน้า หรืออาจจะถึงหลายพันล้านหน้า ทำให้เราสามารถสืบค้นถึงในระดับ Web Page ด้วยการระบุคำที่ต้องการค้นหา (query word) ที่ต้องการ และได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงมากกว่าการสืบค้นแบบแรก ซึ่ง Google จัดอยู่ใน Search Engine ประเภทหลังนี้ &lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;เมื่อคุณสืบค้นด้วย keyword มากกว่าหนึ่งคำในแต่ละครั้งนั้น Google จะมีวิธีในการจัดการกับ keyword นั้นๆ ว่าจะสืบค้น keyword ดังกล่าวไปพร้อมๆกัน หรือจะแยกสืบค้น keyword แต่ละคำออกจากกันต่างหาก วิธีการก็คือ Google จะดูที่โอเปอเรเตอร์ตามค่าเริ่มต้น (default operator) ที่ถูกกำหนดเอาไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจเป็นโอเปอเรเตอร์ AND (สืบค้น keyword ดังกล่าวพร้อมๆกัน) หรือโอเปอเรเตอร์ OR (สืบค้นด้วย keyword ใด keyword หนึ่งก่อน) ก็ได้ และหากว่าโอเปอเรเตอร์ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นของ Google เป็น AND (หมายถึงคุณไม่จำเป็นต้องใส่คำว่า AND แทรกลงไปตรงกลางระหว่าง keyword เหล่านี้) แล้วล่ะก็ คุณก็ยังมีวิธีที่จะสั่งให้ทำการสืบค้น keyword แต่ละคำแยกกันด้วยโอเปอเรเตอร์ OR ได้ เพียงแต่ Google จะต้องรู้ก่อนว่าคุณต้องการให้มันทำอะไรกันแน่ ด้วยการดูจากโอเปอเรเตอร์ที่คุณระบุลงไปนั่นเอง&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;ทำความรู้จักการค้นหาแบบ Boolean Search กันสักนิด&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;โดยปกติแล้ว ค่าเริ่มต้นแบบ Boolean Search ของ Google ก็คือ AND นั่นเอง ซึ่งหมายความว่าเมื่อคุณป้อน keyword ที่เป็นคำที่ต้องการค้นหามากกว่าหนึ่งคำเป็นคำสั่งค้นหา (query) โดยไม่แทรก modifier ใดๆเพิ่มเข้าไปเลย กรณีนี้ Google จะสืบค้น keyword ทุกคำพร้อมกันไปเลย ยกตัวอย่างเช่น คุณจะสืบค้นคำว่า&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;snowblower Honda “GreenBay”&lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ในคำสั่งนี้ Google จะสืบค้น keyword ข้างต้นให้ทุกคำ แต่หากความต้องการของคุณเพียงแค่ว่า ถ้าค้นเจอเพียงคำใดคำหนึ่งก็พอแล้ว คุณสามารถที่จะใส่โอเปอเรเตอร์ OR ลงไปในระหว่าง keyword ดังนี้&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;snowblower OR snowmobile OR “GreenBay”&lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;แต่ถ้าคุณต้องการผลลัพธ์ (search result) ที่ต้องมีคำใดคำหนึ่งอยู่ด้วยเสมอ และมีคำที่เหลือเพียงคำใดคำหนึ่งร่วมอยู่ด้วยเพียงคำเดียวเท่านั้นก็พอ คุณสามารถใช้เครื่องหมายวงเล็บเพื่อระบุความต้องการดังกล่าวได้ ดังนี้&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;snowblower (snowmobile OR “GreenBay”) &lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ด้วยคำสั่งนี้ Google จะค้นหาคำว่า “snowmobile” หรือ “Green Bay” อย่างใดอย่างหนึ่งไปพร้อมๆกับการค้นหาคำว่า “snowblower” ในเวลาเดียวกัน ซึ่งอันที่จริงแล้วโอเปอเรเตอร์ OR นี้ ก็มีที่มาจากรูปแบบการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (computer programming) นั่นเอง ด้วยการใช้เครื่องหมาย (pipe) แทนโอเปอเรเตอร์ OR ดังนี้&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;snowblower (snowmobile “GreenBay”)&lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ในทางกลับกัน หากว่าคุณต้องการที่จะระบุว่า ไม่ต้องการให้คำใดคำหนึ่งปรากฏในผลลัพธ์การสืบค้นนั้นๆ คุณก็สามารถที่จะสั่งด้วยการใช้เครื่องหมาย – (ลบ) ได้ เช่น&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;snowblower snowmobile - “GreenBay”&lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คำสั่งนี้จะทำให้ Google สืบค้นได้ผลลัพธ์เฉพาะ Web Page ที่มีทั้งคำว่า “snowblower” และ “snowmobile” เท่านั้น แต่จะไม่มีคำว่า “GreenBay” โดยเด็ดขาด&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;การสืบค้นอย่างง่ายและฟีเจอร์ I’am Feeling Lucky (ค้นปุ๊บเจอปั๊บ)&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;I’am Feeling Lucky นั้นเป็นฟีเจอร์ที่เก่งกาจพอดู คือแทนที่จะให้ผลลัพธ์เป็นรายการหางว่าวยาวเหยียด คุณจะได้รับเฉพาะ Web Page หน้าที่ Google เห็นว่ามีความใกล้เคียงกับสิ่งที่คุณต้องการมากที่สุด เช่น เฉพาะผลลัพธ์รายการแรก (top result) รายการเดียวเท่านั้น คุณอาจทดล องพิมพ์คำว่า washington post และคลิกที่ปุ่มคำสั่ง I am Feeling Lucky ดูก็ได้ จะเห็นว่าคุณจะถูกลิงก์ไปที่ &lt;a href="http://www.washingtonpost.com/" name="_Hlt52518229"&gt;http://www.washingtonpost.com&lt;/a&gt;&lt;a href="http://www.washingtonpost.com/"&gt;/&lt;/a&gt; โดยตรงเลย หรือลองพิมพ์คำว่า president ดูอีกสักคำ ซึ่งคำดังกล่าวจะนำคุณตรงเข้าไปที่เว็บไซต์ &lt;a name="_Hlt52536507"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://www.whitehouse.gov/"&gt;http://www.whitehouse.gov/&lt;/a&gt; ในทันทีเช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;ตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;Search Engine บางตัวจะแยกแยะตัวพิมพ์ใหญ่ (uppercase) และตัวพิมพ์เล็ก (lowercase) นั่นคือ Search Engine จะคำนึงถึงความแตกต่างของตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็กด้วย (case sensitive) เช่นในการค้นหาด้วยคำว่า “GEORGE WASHINGTON” คุณจะไม่พบผลลัพธ์ที่มี “George Washington” หรือ “george washington” เลยแม้แต่รายการเดียว แต่สำหรับ Google แล้ว เป็น Search Engine ที่ไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างดังกล่าวเลย ดังนั้นไม่ว่าคุณจะสืบค้นด้วยคำว่า Three หรือ three หรือ THREE ก็ตาม คุณก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาเหมือนๆกัน&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;ข้อควรระวังอื่นๆ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ยังมีข้อควรระวังอื่นๆที่คุณควรจะจำไว้เมื่อใช้ Google ข้อแรกก็คือ Google ยอมรับคำที่คุณใช้เป็น keyword ในการสืบค้น (query word) ไม่เกินกว่า 10 คำในแต่ละครั้งเท่านั้น โดยนับรวมคำที่เป็นซินแท็กซ์พิเศษ (special syntax) ด้วย และถ้าหากคุณระบุ keyword มากกว่าสิบคำแล้วละก็ คำเหล่านั้นก็จะไม่ถูกสืบค้นไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม ถ้าสิ่งนี้เป็นปัญหาสำหรับคุณ เราก็ยังพอมีทางออกสำหรับเรื่องนี้บ้างเหมือนกัน (ดู &lt;a href="http://hack1-google.blogspot.com/search/label/Hack05"&gt;Hack #5&lt;/a&gt;)&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ข้อที่สองก็คือ Google ไม่สนับสนุนการสืบค้นแบบ “stemming” หรือการใช้เครื่องหมายดอกจันทน์ (หรือเครื่องหมายแสดงความไม่เฉพาะเจาะจงอื่นๆ) แทนการค้นหาด้วยข้อความ ยกตัวอย่างเช่น การระบุคำว่า moon* ลงไปใน Search Engine ที่สนับสนุนการสืบค้นแบบ stemming เราจะได้คำว่า “moonlight” “moonshot” “moonshadow” และอื่นๆอีกมากกลับคืนมา เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม Google ก็ยังคงสนับสนุนการใช้เครื่องหมายดอกจันทน์กับคำที่อยู่ในวลีต่างๆ ( &lt;a href="http://hack1-google.blogspot.com/search/label/Hack13"&gt;Hack #13&lt;/a&gt;) เช่น เมื่อค้นหาคำว่า “three * mice” ใน Google คุณก็จะได้คำว่า “three blind mice” “three blue mice” “three red mice” และอื่นๆอันมีลักษณะเดียวกันกลับคืนมา เป็นต้น &lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ดังนั้นการใช้ซินแท็กซ์พิเศษที่ถูกต้อง จะต้องประกอบกับการคิดหา keyword อย่างรอบคอบไว้ล่วงหน้าด้วย ซึ่งจะช่วยให้คุณได้อะไรๆมากมายจากการสืบค้นนี้ ยิ่งบวกเข้ากับซินแท็กซ์ที่เราจะพูดถึงในหัวข้อต่อไปด้วยแล้ว คุณก็จะมีภาษาการสืบค้นที่ทรงอานุภาพไว้ในมืออย่างแท้จริง &lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ซินแท็กซ์พิเศษแบบต่างๆ (Special Syntax)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ดังได้เกริ่นไปบ้างแล้ว ว่านอกเหนือจากการสืบค้นด้วย AND และ OR รวมถึงคำเฉพาะบางคำแล้ว Google ยังมีซินแท็กซ์พิเศษเพิ่มเติมให้คุณได้เลือกใช้ตามความเหมาะสม เพื่อช่วยในการค้นหาสิ่งที่คุณต้องการได้ดีขึ้นอีกด้วยในฐานะที่เป็น Search Engine แบบ Full Text Search ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น จึงมีการจัดทำอินเด็กซ์ (indexing) ของ Web Page ทุกหน้าในเว็บไซต์ต่างๆ แทนที่จะจัดทำเพียงอินเด็กซ์จาก Title หรือ Description ของเว็บไซต์นั้นๆเพียงเท่านั้น ดังนั้นเพื่อให้ผู้ใช้สามารถสืบค้นได้ถึงส่วนที่เฉพาะเจาะจงของ Web Page หรือรูปแบบข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงได้ Google จึงมีซินแท็กซ์พิเศษเพิ่มเติมให้ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากเมื่อคุณต้องเผชิญกับ Web Page เป็นจำนวนสองพันล้านหน้าหรือมากกว่านั้น และต้องการที่จะให้ได้ผลลัพธ์ที่ออกมาใกล้เคียงกับสิ่งที่ต้องการมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การระบุว่าให้ค้นหาเฉพาะ Web Page ที่มี Title หรือ URL มีคำที่คุณค้นหาอยู่ด้วยนั้นเป็นวิธีที่ดีมาก ที่จะทำให้คุณได้ผลที่ใกล้เคียงที่สุดโดยไม่ต้องระบุ keyword ให้ละเอียดมากจนเกินไป&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;div class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 153);"&gt;&lt;strong&gt;Tip&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 102);"&gt;ซินแท็กซ์ต่อไปนี้ บ้างก็ใช้งานได้ดี บ้างก็ใช้งานได้ไม่ดีนัก จนกระทั่งถึงบางตัวที่ทำงานได้ไม่ดีเอาซะเลย สำหรับรายละเอียดว่าซินแท็กซ์ใดใช้ร่วมกันได้ และซินแท็กซ์ใดใช้ร่วมกันไม่ได้ โปรดดูที่ &lt;a href="http://hack1-google.blogspot.com/search/label/Hack08"&gt;Hack # 8&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;intitle:&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;intitle: เป็นซินแท็กซ์สำหรับการสืบค้นเฉพาะส่วน Title ของ Web Page ส่วน allintitle: จะสืบค้นหา Web Page หน้าที่มี Title ประกอบด้วย keyword ทุกๆคำที่คุณระบุเอาไว้ในคำสั่งที่ใช้ในการค้นหา แต่ทางที่ดีคุณควรหลีกเลี่ยงการใช้ allintitle: จะดีกว่า เพราะมันไม่สามารถใช้ร่วมกับซินแท็กซ์บางตัวได้ &lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;intitle: “george bush”&lt;br /&gt;allintitle: “money supply” economics &lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;inurl:&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;inurl: จะจำกัดการสืบค้นของคุณให้อยู่เฉพาะ Web Page หน้าที่มี URL ตรงกับ keyword ที่ใช้ในการค้นหาเท่านั้น ซินแท็กซ์ตัวนี้มักจะใช้งานได้ดีในการค้นหา Web Page หน้าที่เป็น Search and Help Page เท่านั้น เพราะมักจะมีหน้าตาคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่ ส่วน allinurl: จะช่วยค้นหา Web Page หน้าที่มี URL ประกอบด้วย keyword ทุกคำที่คุณใช้อยู่ใน URL ดังกล่าว แต่จะไม่สามารถใช้ร่วมกันได้กับซินแท็กซ์บางตัวได้ &lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;inurl: “help”&lt;br /&gt;allinurl: search help&lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;intext:&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;intext: จะค้นหาเฉพาะในส่วนของรายละเอียด (description) ซึ่งเป็นคำที่ไม่ได้อยู่ในส่วนของ Link , URL หรือ Title) เท่านั้น อีกตัวหนึ่งคือ allintext: ซึ่งก็ใช้งานได้ไม่ดีนักเมื่อใช้ร่วมกับซินแท็กซ์อื่นๆ แม้ว่าจะมีการใช้งานที่ค่อนข้างจำกัด แต่ intext: ก็สามารถใช้งานได้ดีกับการสืบค้นคำที่มักจะพบได้บ่อยๆในการสืบค้นจาก URL หรือ Title ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น &lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;intext : “yahoo.com”&lt;br /&gt;intext : html &lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;inanchor:&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;inanchor: ใช้สำหรับค้นหาคำที่เป็นคำอธิบาย Web Link (link anchor) ยกตัวอย่าง เช่น คำอธิบาย Web Link ในภาษา HTML ของคำสั่ง &lt;a href="http://www2.blogger.com/%E2%80%9Chttp%E2%80%9D//www.oreilly.com"&gt;O’Reilly and Associates&lt;/a&gt; คือคำว่า “O’Reilly and Associates.” เป็นต้น ตัวอย่างการใช้ เช่น &lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;inanchor: “tom peters”&lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;site:&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;site: เป็นการระบุการสืบค้นในระดับเว็บไซต์ ถ้าใช้ซินแท็กซ์ตัวนี้แล้วตามด้วย Domain Name (รวมถึง Subdomain ด้วย) ของเว็บไซต์ที่ต้องการสืบค้น จะเป็นการค้นหาข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในเว็บไซต์แห่งนั้นเลย สำหรับใน Search Engine ตัวอื่นก็มีซินแท็กซ์ลักษณะนี้ด้วยเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น AltaVista ที่มีใช้อยู่สองรูปแบบ (คือ host: และ domain:) แต่ใน Google จะมีรูปแบบเดียวเท่านั้น ตัวอย่างการใช้ เช่น &lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;site:loc.gov&lt;br /&gt;site:thomas.loc.gov&lt;br /&gt;site:edu&lt;br /&gt;site:nc.us&lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;link:&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;link: จะให้ผลลัพธ์เป็นรายชื่อของ Web Page ที่ลิงก์มายัง Web Page ภายใต้ URL ที่คุณระบุ เช่น ถ้าคุณใส่คำว่า link:www.google.com คุณก็จะได้รับรายชื่อของ Web Page ต่างๆที่ลิงก์มาที่ Google โดยไม่ต้องเป็นกังวลกับการใส่คำว่า http// เพราะจะใส่หรือไม่ก็ให้ผลเหมือนกัน เนื่องจากเอง Google ก็ไม่ได้ใส่ใจกับมันอยู่แล้ว แม้ว่าคุณจะใส่มาด้วยก็ตาม ซินแท็กซ์ตัวนี้ใช้การได้ดีทั้งกับ URL ที่มีรายละเอียดมากๆ เช่น http://www.raelity.&lt;a name="_Hlt49158711"&gt;o&lt;/a&gt;rg/lang/perl/bl&lt;a name="_Hlt49158639"&gt;os&lt;/a&gt;xom/ และ URL ที่มีรายละเอียดไม่มากนัก เช่น raelity.org เป็นต้น&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;cache:&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;cache: จะสืบค้นส่วนที่เป็นหน้าที่ถูก cache เอาไว้ของ Web Page ที่อยู่ใน Google Index ซึ่งปกติแล้ว Google จะ cache Web Page ทุกหน้าที่ได้ทำอินเด็กซ์เอาไว้เสมอ เพื่อให้สืบค้นในภายหลังได้แม้ Web Page ภายใต้ URL นั้นจะไม่มีอีกต่อไปแล้ว หรือว่ามีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาไปหมดแล้วก็ตาม ซินแท็กซ์ตัวนี้เป็นประโยชน์มากในการค้นหา Web Page หน้าที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ&lt;br /&gt;ถ้าผลลัพธ์ของ Google ที่ได้ออกมาใกล้เคียงกับสิ่งที่คุณสืบค้น ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นขอให้คุณมั่นใจได้ว่าสิ่งที่คุณสืบค้นนั้นมาจากส่วนของ cache ที่เป็นเวอร์ชั่นที่ล่าสุดแล้ว ตัวอย่างเช่น &lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;cache:www.yahoo.com &lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;daterange:&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;daterange: เป็นซินแท็กซ์ที่จะช่วยจำกัดช่วงเวลาสำหรับการสืบค้น โดยจำกัดเฉพาะ “วันที่” (date) หรือ “ช่วงของวันที่” (date range) ที่ได้มีการจัดทำอินเด็กซ์ Web Page หน้านั้นๆเอาไว้ สิ่งที่สำคัญก็คือว่า การสืบค้นจะยึดวันที่มีการจัดทำอินเด็กซ์ Web Page หน้านั้นใน Google Index เป็นหลักมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น Web Page หน้าที่สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ แต่ยังไม่ได้ถูกจัดทำอินเด็กซ์ให้อยู่ใน Google Index จนกระทั่งมาถูกจัดทำอินเด็กซ์ในวันที่ 11 เมษายน เช่นนี้จะถูกสืบค้นพบด้วย daterange: โดยการระบุวันครอบคลุมวันที่ 11 เมษายนแทนที่จะเป็น 2 กุมภาพันธ์ เป็นต้น อีกอย่างหนึ่งที่จะต้องจำไว้ก็คือ Google จะปรับปรุงอินเด็กซ์ (reindex) ของตนอย่างสม่ำเสมอ การเปลี่ยนวันที่ของอินเด็กซ์จะขึ้นอยู่กับว่า มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของ Web Page หน้านั้นด้วยหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น Google จัดทำอินเด็กซ์ Web Page หน้าหนึ่งไว้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน และได้จัดทำอินเด็กซ์ (reindex) Web Page หน้านี้ซ้ำอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 13 สิงหาคม แต่ถ้า Web Page หน้านี้ยังคงมีเนื้อหาเหมือนเดิมทุกอย่าง วันที่สำหรับการสืบค้นสำหรับ Web Page หน้านี้ก็จะยังคงเป็นวันที่ 1 มิถุนายนเช่นเดิม &lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;โปรดพึงระวังว่า daterange: มีการใช้วันที่แบบ Julian Date (นับวันด้วยตัวเลขที่แสดงว่าเป็นวันที่เท่าไหร่ โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 4,713ปี ก่อนคริสต์ศักราช) ไม่ใช่วันที่แบบ Gregorian Date ซึ่งเป็นวันที่ตามปฏิทินที่เราใช้กันทุกวันนี้ แต่กับปัญหาดังกล่าว ยังมีซินแท็กซ์พิเศษที่ช่วยแปลงวันที่จากระบบหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่งขณะที่คุณออนไลน์อยู่ได้เหมือนกัน คุณสามารถที่จะเข้าไปที่เว็บไซต์ที่เป็นตัวกลางให้กับ Google ได้ที่เว็บไซต์ FaganFinder (&lt;a href="http://faganfinder.com/engines/google.shtml"&gt;http://faganfinder.com/engines/google.shtml&lt;/a&gt;) ซึ่งจะทำให้คุณใช้ daterange: โดยเลือกเปลี่ยนระบบของวันที่ได้จากเมนูของวันที่แบบ Gregorian Date ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งกฎการแฮ็กหลายข้อในหนังสือเล่มนี้ก็ใช้ daterange: ในการสืบค้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นคุณจะได้เห็นซินแท็กซ์ตัวนี้ปรากฎอยู่บ่อยครั้งตลอดเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ตัวอย่างได้แก่ &lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;“George Bush” daterange:2452389-2452389&lt;br /&gt;neurosurgery daterange:2452389-2452389&lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;filetype:&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ซินแท็กซ์ filetype: จะสืบค้นคำลงท้าย (suffix) หรือคำที่ระบุถึงนามสกุลของไฟล์ (file extension) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้อาจจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น การค้นหาด้วยคำสั่ง filetype:htm และ filetype:html นั้น จะทำให้คุณได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันแม้ว่าทั้งสองแบบจะหมายถึงไฟล์ที่สร้างด้วยภาษา HTML เหมือนกัน คุณอาจทำการสืบค้นด้วยการระบุภาษาที่สร้าง Web Page ที่แตกต่างกันออกไป เช่น ASP, PHP, CGI หรือภาษาอื่นๆก็ตามที โดยมีข้อแม้ว่า Web Page เหล่านั้นจะต้องไม่ถูกซ่อนไว้ด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง (เช่น ด้วยวิธี redirect หรือการใช้ proxy) โดยผู้ดูแลเว็บไซต์นั้นๆ และสำหรับ Google เองก็ได้มีการจัดทำอินเด็กซ์ให้กับไฟล์หลักๆของไมโครซอฟต์ที่อยู่ในรูปแบบต่างๆ เช่นไฟล์พาเวอร์พอยต์ (PPT) ไฟล์เอ็กเซล (XLS) และไฟล์ไมโครซอฟต์เวิร์ด (DOC) ด้วย ตัวอย่างเช่น &lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;homeschooling filetype:pdf&lt;br /&gt;“leading economic” filetype:ppt&lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;related:&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;related: เป็นซินแท็กซ์ที่จะค้นหา Web Page ซึ่งจัดอยู่ในประเภทหรือหมวด (category) เดียวกันกับ Web Page ที่คุณต้องระบุในคำสั่ง ซึ่งเป็นวิธีที่ดีสำหรับการค้นหาโดยแบ่งแยกตามประเภทของ Web Page เช่นคำสั่ง related: google.com จะให้รายการผลลัพธ์ที่จัดอยู่ในประเภท Search Engine ทั้งหมด เช่น HotBot, Yahoo หรือ Northern Light เป็นต้น &lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;related:www.yahoo.com&lt;br /&gt;related:www.cnn.com &lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;info:&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;info: จะให้รายชื่อ Web Link ที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Web Page ภายใต้ URL ที่ระบุ ข้อมูลเหล่านี้ยังรวมไปถึงส่วนที่เป็น cache ของ Web Page หน้านั้นๆ และรายชื่อบรรดา Web Page ที่ลิงก์ไปยัง Web Page ภายใต้ URL นั้นๆ และที่ต้องไม่ลืมคือ การที่จะได้รับข้อมูลเหล่านั้นอย่างไรขึ้นอยู่กับว่า Google ได้จัดทำอินเด็กซ์สำหรับ Web Page ภายใต้ URL นั้นเข้าไว้ใน Google Index แล้วหรือไม่ด้วย หากว่า Google ไม่ได้ทำอินเด็กซ์ Web Page ภายใต้ URL ดังกล่าวเอาไว้ ข้อมูลที่ได้ก็จะค่อนข้างจำกัดด้วยเช่นกัน ตัวอย่างการใช้ได้แก่ &lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;info:www.oreilly.com&lt;br /&gt;info:www.nytimes.com/technology&lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;phonebook:&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;phonebook: เป็นซินแท็กซ์ที่ใช้สำหรับค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ รายละเอียดของซินแท็กซ์ตัวนี้โปรดดูใน &lt;a href="http://hack1-google.blogspot.com/search/label/Hack17"&gt;Hack #17&lt;/a&gt; สำหรับตัวอย่างเบื้องต้น ได้แก่ &lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;phonebook:John Doe CA&lt;br /&gt;Phonebook:(510) 555-1212 &lt;/blockquote&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ยิ่งได้ใช้ซินแท็กซ์พิเศษเหล่านี้บ่อยมากเท่าไหร่ คุณก็จะใช้งานได้คล่องขึ้นเท่านั้น และ Google เองก็มักจะเพิ่มเติมซินแท็กซ์พิเศษชนิดใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ จึงเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่ใช้ Google ประเภทขาประจำเป็นอย่างมาก&lt;br /&gt;แต่หากว่าคุณต้องการ ซินแท็กซ์ที่มีแบบแผนมากกว่าซินแท็กซ์เพียงหนึ่งบรรทัด และเห็นตัวอย่างชัดเจนกว่านี้ โปรดดูที่หัวข้อ “การสืบค้นขั้นสูง” ในส่วนถัดไป&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;การสืบค้นขั้นสูง (Advanced Search)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;การสืบค้นขั้นสูง (advanced search) จะช่วยให้เราค้นหาสิ่งที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการสืบค้นปกติ (basic search) ด้วยการระบุสิ่งที่ต้องการเช่น วันที่ ภาษา หรือ Filter ที่ต้องการลงในแบบฟอร์ม เป็นต้น &lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;แม้ว่าในการสืบค้นแบบธรรมดาซึ่งเป็นรูปแบบการสืบค้นทั่วไปนั้น คุณจะสามารถใช้ลูกเล่นของซินแท็กซ์พิเศษได้บ้าง ทว่าก็ยังไม่มากมายนัก ในหน้าการสืบค้นขั้นสูง (&lt;a href="http://www.google.com/advanced_search?hl=en"&gt;http://www.google.com/advanced_search?hl=en&lt;/a&gt;) คุณจะระบุความต้องการได้มากขึ้นเช่น วันที่และ Filter ที่ต้องการ โดยกรอกลงใน Text Box ที่กำหนดมาให้ วิธีนี้ช่วยให้คุณไม่ต้องพะวงกับการจดจำซินแท็กซ์ต่างๆมากจนเกินไปนัก&lt;br /&gt;ตัวเลือกหรือออปชันต่างๆต่อไปนี้ ส่วนใหญ่จะอธิบายตัวมันเองอยู่แล้ว แต่เราจะมาดูกันในส่วนที่ทำได้ไม่ง่ายนัก กรณีที่ใช้แต่เพียงซินแท็กซ์พิเศษอย่างเดียว&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;การระบุคำสั่ง (Query Input)&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ด้วยเหตุที่ Google ใช้ AND เป็นโอเปอเรเตอร์เริ่มต้น (default operator) ในการสืบค้น ในบางครั้งจึงเป็นการยากที่จะแยกแยะผลลัพธ์ออกมาให้ใกล้เคียงสิ่งที่คุณต้องการ การกรอกคำสั่งลงใน Text Box จะช่วยให้คุณสามารถระบุคำ วลี หรือกลุ่มคำที่ต้องการให้ Google แสดงผลอย่างใดอย่างหนึ่งได้ รวมไปถึงคำที่คุณไม่ต้องการให้แสดงผลออกมาในรายการผลลัพธ์ด้วย&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;ภาษา (Language)&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คุณสามารถที่จะเลือกภาษาที่ต้องการให้แสดงผลลัพธ์ได้จากเมนูตัวเลือก (option)&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;Filter&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;การสืบค้นขั้นสูงของ Google จะกรองผลลัพธ์ด้วยการใช้ Safesearch ซึ่งเป็น Filter ที่จะกรองเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับเรื่องทางเพศ หรือเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในลักษณะสื่อไปในเชิงทางเพศเท่านั้น (ซึ่งจะแตกต่างจาก Filter ของบางระบบที่ทำการกรองภาพลามกอนาจาร บทความที่น่ารังเกียจ ข้อมูลที่เกี่ยวกับการพนันขันต่อ หรืออื่นๆอันเป็นสิ่งไม่เหมาะสมนอกจากนี้ได้ด้วย) อย่างไรก็ตามพึงระลึกไว้ว่าระบบการกรองนั้นไม่สามารถที่จะกลั่นกรองได้หมดทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์เลยซะทีเดียว&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ชนิดของไฟล์ (File Format)&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ตัวเลือกสำหรับชนิดของไฟล์ใน Google จะยอมให้คุณเลือกชนิดของไฟล์ของไมโครซอฟต์ทั้งที่ต้องการและไม่ต้องการให้แสดงในรายการผลลัพธ์ เช่น ไฟล์ของไมโครซอฟต์เวิร์ดหรือเอ็กเซล รวมไปถึงไฟล์ของโปรแกรม Adobe (ส่วนใหญ่จะเป็นไฟล์ PDF) และไฟล์ที่มีรูปแบบเป็น Rich-Text Format และนี่คือส่วนที่เป็นข้อจำกัดของการสืบค้นขั้นสูง นอกจากนี้ยังมีไฟล์ชนิดอื่นๆที่ Google จะช่วยสืบค้นให้คุณได้ แต่จะเป็นตัวเลือกย่อยเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;วันที่ (Date)&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ในส่วนของวันที่คุณสามารถที่จะระบุการสืบค้นช่วงของข้อมูลที่ได้รับการปรับปรุงภายในระยะเวลาสามเดือน หกเดือน หรือหนึ่งปี การสืบค้นด้วยช่วงเวลาภายใต้การสืบค้นขั้นสูงนี้จะมีข้อจำกัดมากกว่าการใช้ซินแท็กซ์ daterange: ข้างต้น (ดู &lt;a href="http://hack1-google.blogspot.com/search/label/Hack11"&gt;Hack #11&lt;/a&gt;) ซึ่งจะสามารถให้ข้อมูลในช่วงที่แคบที่สุดคือหนึ่งวันได้ แต่ในการสืบค้นขั้นสูงนี้คุณจะต้องเลือกใช้ตัวเลือกที่มีอยู่เท่านั้น เพราะ Google ไม่สนับสนุนการใช้ daterange: กับการสืบค้นประเภทนี้ &lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ส่วนที่เหลือของหน้าสืบค้นขั้นสูง (advanced search page) จะเป็นแบบฟอร์มการกรอกข้อมูลเพื่อระบุคุณสมบัติอื่นๆของ Google เช่น การสืบค้นเกี่ยวกับข่าว (news search) หรือสืบค้น Web Page ที่เฉพาะเจาะจงไปด้านใดด้านหนึ่ง (page-specific search) รวมถึงการสืบค้น Web Link ต่างๆที่นำคุณตรงไปยัง Web Page ที่เป็นเรื่องเฉพาะทาง (topic-specific search) อื่นๆ ซึ่งการสืบค้นเกี่ยวกับข่าวและการสืบค้นเรื่องเฉพาะทางนั้นจะทำงานแยกกันกับการสืบค้นขั้นสูงจากแบบฟอร์มที่เรากรอกเอาไว้ &lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หน้าสืบค้นขั้นสูง (advance search page) จะเป็นประโยชน์สำหรับในกรณีที่คุณต้องการใช้คุณสมบัติที่พิเศษนี้หรือเมื่อคุณต้องสืบค้นด้วยคำสั่งที่ซับซ้อนมากขึ้น การระบุด้วยการกรอกแบบสอบถามแบบนี้จะเป็นประโยชน์ทั้งสำหรับผู้ที่เพิ่งจะเรียนรู้การใช้งานใหม่ๆหรือผู้ที่ต้องการใช้งานในขั้นสูงโดยได้รับผลลัพธ์ที่แม่นยำถูกต้อง เนื่องจากความยากของการใช้งานซินแท็กซ์พิเศษชนิดต่างๆอาจสร้างความผิดพลาดได้ง่าย ตัวอย่างเป็นต้นว่า ในการใช้ OR นั้น มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่คุณจะใช้คำสั่ง site:edu OR site:org เป็นต้น&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;นอกจากที่กล่าวมาทั้งหมดแล้วนี้ คุณยังมีวิธีการที่จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์การสืบค้นจาก Google ดีขึ้น โดยไม่เกี่ยวกับคุณสมบัติการสืบค้นแบบพื้นฐานหรือในขั้นสูงอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือการใช้ Preference Page หรือคุณสมบัติการปรับแต่งตัวเลือกเพิ่มเติม&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-7034796576374267899?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/7034796576374267899/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=7034796576374267899' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/7034796576374267899'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/7034796576374267899'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/01/google.html' title='บทที่ 1 เจาะ Google ให้รู้แจ้ง (Hack #1 - 28)'/><author><name>บริษัท ไทยเวนเจอร์ ดอทคอม จำกัด</name><uri>http://www.blogger.com/profile/18440403774164153279</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='12121613385749847487'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-6947562635495390822</id><published>2007-03-05T15:23:00.001+07:00</published><updated>2008-04-10T01:27:16.954+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack25'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Google Toolbar'/><title type='text'>HACK#25 Google Toolbar สำหรับ Browser ที่เป็น Mozilla-based</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;Google Toolbar สำหรับ Browser ที่เป็น Mozilla-based  ก็จะให้คุณสมบัติเช่นเดียวกับ Official Google Toolbar ด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;Official Google Toolbar (&lt;a href="http://hack1-google.blogspot.com/search/label/Hack24"&gt;Hack #24&lt;/a&gt;) นั้น สามารถใช้กับ Internet Explorer for Windows ได้เท่านั้น สิ่งนี้ทำให้ผู้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ (operating system) อื่นๆหรือ Browser อื่นๆ เช่น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Mozilla, Netscape และ Opera ไม่สามารถใช้ Google Toolbar ตัวนี้ได้&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ในช่วงแรกๆของการพัฒนา ทีมงานที่ Mozdev.org (&lt;a href="http://www.mozdev.org/"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://www.mozdev.org&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;) ได้พัฒนาทูลบาร์อีกตัวหนึ่งขึ้นมา คือ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Googlebar (&lt;a href="http://googlebar.mozdev.org/"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://googlebar.mozdev.org/&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;) ซึ่งได้นำเอาคุณสมบัติหลายอย่างของ Google Toolbar มาใส่ไว้ใน Mozilla&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;และ Netscape ด้วย คุณสมบัติประการเดียวที่หายไปก็คือตัวกำหนด PageRank (Hack #95)&lt;/p&gt;&lt;ul style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;Tip : &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;ขอให้ตรวจสอบว่าคุณได้ปรับตัวเลือก (preferences) ให้สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์ก่อนการติดตั้ง Google&lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;bar&lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt; ไม่เช่นนั้นมันจะไม่สามารถทำงานได้ โดยทำตามขั้นตอนดังนี้ Preferences &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;--&gt; Advanced --&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;/span&gt;Software Installation และดูให้แน่ใจว่ามีการเลือกด้วยเครื่องหมายถูกที่นี่&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;      &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;Googlebar เวอร์ชั่นล่าสุดสามารถดาว์นโหลดได้จากเว็บไซต์ &lt;a href="http://googlebar.mozdev.org/installation.html"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://googlebar.mozdev.org/&lt;/span&gt;installation.html&lt;/a&gt; ซึ่งการติดตั้งจะใช้เวลาเพียงนิดเดียว โดยสามารถติดตั้งได้จากภายใน Mozilla หรือ Netscape เลย คุณสามารถที่จะเข้าไปที่ URL สำหรับดาว์นโหลดและเลือกคลิกเว็บลิงก์ “Install Version” จากนั้นคุณใช้เวลาการติดตั้งซอฟต์แวร์ซึ่งจะใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจเท่านั้น หลังจากที่ติดตั้งแล้วคุณจะต้อง restart&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Browser ของคุณใหม่&lt;br /&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;br /&gt;หากคุณใช้ Official Google Toolbar สิ่งแรกที่คุณจะเห็นก็คือ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Google&lt;span style=""&gt;bar &lt;/span&gt;จะดูคล้าย&lt;span style=""&gt;กับ&lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Official Google Toolbar เอามากๆเลยทีเดียว&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ทูลบาร์เริ่มต้น (default toolbar) จะให้คุณเลือกที่จะสืบค้น Google ทั้งหมด หรือเฉพาะ Domain ใด Domain หนึ่งก็ได้ หรือจะใช้ปุ่ม I’m Feeling lucky ช่วยก็ได้ อีกทั้งยังใช้สืบค้น Google Groups (&lt;a href="http://ch2.hack-google.com/2007/04/hack30-google-groups.html"&gt;Hack #30&lt;/a&gt;) หรือสืบค้น Google Directory (&lt;a href="http://ch2.hack-google.com/2007/03/hack29-google-directory.html"&gt;Hack #29&lt;/a&gt;) ก็ย่อมได้เช่นกัน การระบุคำค้นหาลงในช่องคำสั่งและกดปุ่ม Enter จะให้ผลการค้นหาอยู่ในหน้าต่าง Browser เดิม แต่หากคุณระบุคำค้นหาแล้วกดปุ่ม Ctrl+Enter จะให้ผลการค้นหาปรากฏในหน้าต่าง Browser ใหม่&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ซึ่งเป็นประโยชน์ในกรณีที่คุณยังไม่อยากจะปิด Web Page หน้าปัจจุบัน นอกจากนี้คุณจะเห็นว่าเมื่อคุณระบุคำค้นหาลงในบ็อกซ์ซึ่งปรากฏเป็นปุ่มคำสั่งอยู่ในทูลบาร์ คุณก็จะสามารถคลิกที่ปุ่มนั้นเพื่อหาคำใน Web Page หน้าที่คุณกำลังดูอยู่ได้ด้วย&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;นอกเหนือจากคุณสมบัติการสืบค้นหลักๆของ Google แล้ว คุณยังสามารถเรียกการสืบค้นพิเศษอื่นๆ ซึ่งรวมไปถึง Google Images, Google Catalogs และ Google’s Uncle Sam Search นอกจากนี้ยังมีปุ่มคำสั่งต่างหากสำหรับการสืบค้นที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ (รวมไปถึง BSD และลีนุกซ์) และคุณยังสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับ Web Page หน้าที่คุณกำลังดูอยู่ได้ด้วย &lt;span style=""&gt;ซึ่งมักจะเป็น Cached Version, Similar pages, links to the page และอาจรวมไปถึง English translation&lt;/span&gt;ในกรณีที่จำเป็นด้วย&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;การคลิกขวาที่ทูลบาร์จะทำให้คุณมีทางเลือกที่จะทำการสืบค้นจาก Google ด้วยคำใดๆหรือคำที่คุณอาจจะไฮไลท์เอาไว้ใน Web Page หน้าปัจจุบันได้ ถ้าคุณคลิกที่โลโกของ Googlebar ซึ่งอยู่ทางซ้ายของแถบคำสั่ง คุณก็จะพบกับ Web Link ซึ่งเชื่อมโยงไปที่คุณสมบัติอันมากมายของ Google เช่น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Images (&lt;a href="http://ch2.hack-google.com/2007/04/hack31-google-images.html"&gt;Hack #31&lt;/a&gt;) หรือ Google Directory (&lt;a href="http://ch2.hack-google.com/2007/03/hack29-google-directory.html"&gt;Hack #29&lt;/a&gt;) เป็นต้น นอกจากนี้คุณยังมีโอกาสที่จะติดตั้งปุ่มบนคีย์บอร์ดโดยการอาศัยประโยชน์จาก Google&lt;span style=""&gt;bar &lt;/span&gt;เพื่อที่ว่าคุณจะใช้แทนเม้าส์ได้อีกด้วย&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ในขณะที่เราเขียนหนังสือเล่มนี้&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Google&lt;span style=""&gt;bar &lt;/span&gt;ยังอยู่ในช่วงต้นๆของการพัฒนา แต่ก็มีความเสถียรอยู่พอสมควร หากคุณใช้ Mozilla&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;หรือ Netscape อยู่ และเข้าใจคุณสมบัติของ Google มาบ้างแล้วละก็ Googlebar ก็เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรพลาดเลยทีเดียว&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-6947562635495390822?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/6947562635495390822/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=6947562635495390822' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/6947562635495390822'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/6947562635495390822'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack25-google-toolbar-browser-mozilla.html' title='HACK#25 Google Toolbar สำหรับ Browser ที่เป็น Mozilla-based'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-3860188080706997572</id><published>2007-03-05T15:22:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T15:22:31.621+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack21'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Wildcard'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='directory'/><title type='text'>HACK#21 การสืบค้นเพื่อหาสารบบของข้อมูล</title><content type='html'>&lt;span style=""&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-size:100%;" &gt;ใช้ Google เพื่อสืบค้นสารบบ (directory) หรือรายชื่อ Web Link และข้อมูลในรูปแบบต่างๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ในบางครั้งคุณอาจจะสนใจสืบค้นข้อมูลในวงกว้าง มากกว่าจะเจาะเลือกลงไปที่คำแต่ละคำ ซึ่งสำหรับ Google คุณจะมีทางเลือกอยู่หลายวิธีที่จะหาสารบบ หรือรายชื่อ Web Link&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;(Hack #44) และข้อมูลในรูปแบบอื่นๆ วิธีแรกจะเป็นการใช้คุณสมบัติการสืบค้นแบบ wildcard (Hack #13) และซินแท็กซ์‌ intitle: ส่วนวิธีที่สองจะเป็นการพิจารณาการใช้ keyword เป็นคำๆไป&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Title Tags และ Wildcards&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ลองนึกถึงคำสักคำที่คุณต้องการค้นหาขึ้นมา ในที่นี้เราจะใช้คำว่า “trees” เป็นตัวอย่าง สิ่งแรกที่เราจะสืบค้นก็คือ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Web Page ที่มีคำว่า “directory” และ “trees” อยู่ในชื่อ Web Page&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;จริงๆแล้วเราอาจจะสร้างซินแท็กซ์เผื่อคำที่จะปรากฏขึ้นระหว่างคำสองคำ ด้วยการใช้ full word wildcard&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;(คือเครื่องหมาย *) (Hack #13) ด้วยวิธีการนี้เราจะได้คำสั่งดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left; text-indent: 36pt;" align="left"&gt;intitle:“directory * * trees”&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คำสั่งนี้จะไปสืบค้นหาวลีเช่น “directories of evergreen trees” และ “South African trees” และ “directories containing simply trees”&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;สมมติว่าคุณอยากจะได้ข้อมูลที่กว้างกว่านี้ และสืบค้นหาสารบบข้อมูลว่าด้วยพฤกษศาสตร์ (Botany) คุณอาจจะใช้คำสั่งที่มีทั้งซินแท็กซ์‌ intitle: และ keyword ที่คุณต้องการ เช่น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left; text-indent: 36pt;" align="left"&gt;botany intitle:“directory of”&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คุณจะได้ผลลัพธ์กว่า 6,600 รายการทีเดียว การเปลี่ยนกลุ่มข้อมูลของผลการค้นหา อาจจะทำได้ด้วยการจำกัดที่มาของผลลัพธ์ เช่น หากคุณต้องการเฉพาะข้อมูลจากสถาบันการศึกษา คุณก็อาจจะเพิ่มคำว่า “edu” เข้าไปที่ซินแท็กซ์‌ site: เช่น&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left; text-indent: 36pt;" align="left"&gt;botany intitle:“directory of” site:edu&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;จากคำสั่งนี้คุณจะได้ผลลัพธ์ประมาณ 120 รายการ ซึ่งได้แก่ข้อมูลที่เป็นแหล่งของสารบบข้อมูล (resource directory) และสารบบของศาสตราจารย์ (directory of university professor) ในมหาวิทยาลัยต่างๆไปพร้อมๆกัน&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;การเลือกใช้งานคำสั่งร่วมกันแบบนี้ จะทำงานได้ดีเมื่อคุณกำลังค้นหาสิ่งที่อาจจะมาจากสิ่งพิมพ์ที่ไม่ได้ออนไลน์ เช่น&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;cars intitle: “encyclopedia of”&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คำสั่งนี้จะไปดึงข้อมูลมาจากเว็บไซต์&lt;span style=""&gt; Amazon &lt;/span&gt;และเว็บไซต์อื่นๆที่ขาย &lt;span style=""&gt;Enclycop&lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;edia &lt;/span&gt;เกี่ยวกับรถยนต์ คุณอาจกลั่นกรองข้อมูลที่คุณรู้ดีอยู่แล้วออกไปด้วยการเปลี่ยนซินแท็กซ์เล็กน้อย เช่น&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left; text-indent: 36pt;" align="left"&gt;cars intitle:“encyclopedia of” –site:amazon.com&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left; text-indent: 36pt;" align="left"&gt;– inurl:book&lt;span style=""&gt;    &lt;/span&gt;– inurl:products&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คำสั่งนี้ระบุว่าผลการสืบค้นนั้นข้อมูลจะต้องไม่ได้มาจากเว็บไซต์ Amazon.com และจะต้องไม่มีคำว่า “book” ใน URL ของผลลัพธ์ หรือไม่มีคำว่า “products” ซึ่งจะช่วยกำจัดผลการสืบค้นที่เป็นร้านค้าออนไลน์ออกไปได้มากพอสมควร คุณสามารถที่จะทดลองใช้คำสั่งนี้ ด้วยการเปลี่ยนคำว่า “cars” ไปเป็นคำอื่นๆที่คุณสนใจได้ (แน่นอนว่ามีเว็บไซต์ของร้านค้าออนไลน์ที่ขายหนังสืออยู่มากมายด้วยกัน แต่เมื่อคุณต้องการที่จะใส่ “สีสัน” ลงไปในผลการสืบค้นขณะที่คุณกำลังสืบค้นแหล่งข้อมูลออนไลน์ หรือข้อมูลที่เป็นงานวิจัย Amazon ก็ยังคงเป็นแหล่งข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นถ้าคุณกำลังค้นหาหนังสือ คุณควรจะต่อท้ายคำสั่งด้วย +site:amazon.com ลงไปด้วย&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;แต่หากว่าการใช้งานคำสั่งร่วมกันไม่ได้ให้แหล่งข้อมูลที่คุณต้องการ ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่คุณพอจะเลือกใช้ได้นั่นก็คือ การใช้งาน keyword ร่วมกันนั่นเอง&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การสืบค้นอินเด็กซ์เรื่องด้วย Google&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;อินเด็กซ์ชื่อเรื่องหลักๆ ที่คุณสามารถจะสืบค้นได้นั้นมีอยู่ไม่มากนัก และอินเด็กซ์ย่อยที่เป็นเรื่องเฉพาะนั้นยิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่ คุณจะหาอินเด็กซ์ย่อยๆ ได้ด้วยการแปลงคำสั่งการสืบค้นทั่วๆ ไป เช่น “what’s new”&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;“what is cool” directory และประมวลเอาจากผลลัพธ์ผิดๆที่ได้ ก็จะเป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่งที่จะได้อินเด็กซ์ชื่อเรื่องที่คุณต้องการ ยกตัวอย่างเช่น คำสั่ง directory “gossamer threads” new ซึ่งเป็นคำสั่งที่น่าสนใจเพราะ Gossamer Threads (ใยแมงมุม) จะเป็นตัวสร้างโปรแกรมที่ลิงก็ไปยัง directory ที่อยู่ในความนิยม ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่จะหาอินเด็กซ์ชื่อเรื่องโดยไม่พลาดเป้ามากนัก ส่วนคำสั่ง directory “what’s new” categories cool นั้นทำงานได้ไม่ดีนัก เพราะคำว่า directory “what’s new’ categories cool นั้นทำงานได้ไม่ดีนัก เพราะคำว่า “directory” นั้นไม่ใช่คำค้นหาที่น่าเชื่อถือนัก แต่อย่างไรก็ตามคำสั่งนี้จะทำให้คุณได้ผลการสืบค้นที่คุณอาจจะหลงหูหลงตาไปจากการเลือกใช้คำสั่งอื่น&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ลองดูตัวอย่างการใช้คำสั่ง ดังนี้&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;“what’s new”&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;“what’s cool”&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;directory phylum&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;“what’s new”&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;“what’s cool”&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;directory carburator&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;“what’s new”&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;“what’s cool”&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;directory “investigative jouralism” &lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;“what’s new” directory&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;categories gardening &lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;directory “gossamer threads” new sailboats &lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;directory “what is new” categories cool “basset&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;hounds” &lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;เคล็ดลับนั้นอยู่ที่การใช้คำที่พื้นๆ แต่ทำให้มันมีเอกลักษณ์มากพอที่จะใช้โยงไปถึงเรื่องที่คุณกำลังสืบค้น ทว่าไม่ครอบคลุมไปถึงเรื่องอื่นๆ มากจนเกินไปนัก&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ยกตัวอย่างเช่น คำว่า acupuncture (การฝังเข็ม) คุณอาจจะเริ่มด้วยการจำกัดเรื่องให้แคบเข้า เช่น การฝังเข็มประเภทไหน? สำหรับคนหรือสำหรับสัตว์? ถ้าเป็นการฝังเข็มสำหรับคนหมายถึงการรักษาอาการแบบไหน? หากเป็นการฝังเข็มสำหรับสัตว์ จะหมายถึงสัตว์ประเภทไหน? คุณอาจจะต้องสืบค้นคำว่า “cat acupuncture” หรือคุณอาจจะต้องสืบค้นคำว่า acupuncture&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;arthritis ถ้าการสืบค้นในครั้งแรกไม่ได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงพอ ก็จงพยายามต่อไป ลองวิเคราะห์ดูว่าคุณกำลังสืบค้นในเชิงการรักษาหรือเชิงวิชาการ? คุณอาจจะควบคุมให้ผลการสืบค้นเป็นไปในทางใดทางหนึ่งด้วยการใช้ซินแท็กซ์‌ site: เช่นคุณอาจจะระบุว่า “cat acupuncture” site:com หรือ arthritis acupuncture site:edu ลองระบุให้ชัดเจนลงไปทีละขั้น แล้วคุณก็อาจจะได้ผลการสืบค้นที่ตรงกับเรื่องที่คุณต้องการในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-3860188080706997572?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/3860188080706997572/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=3860188080706997572' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/3860188080706997572'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/3860188080706997572'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack21.html' title='HACK#21 การสืบค้นเพื่อหาสารบบของข้อมูล'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-7683879461702892523</id><published>2007-03-05T15:21:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T15:21:37.048+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack20'/><title type='text'>HACK#20 การสืบค้นบทความที่เก็บสำรองไว้แล้ว</title><content type='html'>&lt;span style=""&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-size:100%;" &gt;Google ยังมีความสามารถในการทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสืบค้นบทความออนไลน์ย้อนหลังด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ไม่ใช่ว่าทุกเว็บไซต์จะมี Search Engine ของตนเอง หรือหากมีในบางครั้งก็ใช้งานยากเกินไป ดังนั้น Search Engine ที่ใช้งานยากหรือที่ทำงานไม่สมบูรณ์จึงดูจะเป็นภาระมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์ เมื่อเราพยายามที่จะใช้มันเพื่อสืบค้นบทความเก่าๆที่ได้สำรองเก็บเอาไว้&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แต่หากว่าคุณยอมทำตามกฎเกณฑ์ของ Google แล้ว&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Google ก็จะเป็นเครื่องมือสืบค้นที่เป็นประโยชน์ต่อคุณในการค้นหาบทความย้อนหลังที่คุณต้องการ&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;เคล็ดลับนั้นอยู่ที่การใช้วลีธรรมดาๆในการสืบค้นข้อมูลที่คุณต้องการเท่านั้นเอง ซึ่งเราจะใช้หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์เป็นกรณีตัวอย่างดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การสืบค้นบทความจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;(NYT)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ความคิดเบื้องต้นในการสืบค้นบทความเก่าๆ จากเว็บไซต์ NYTimes.com ของคุณ อาจจะเป็นการใช้คำสั่งง่ายๆ เช่น site:nytimes.com ใน Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการที่จะหาบทความที่เกี่ยวกับจอร์ช บุช เราอาจจะใช้คำสั่งว่า&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;“george bush” site:nytimes.com&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;แน่นอนว่าคำสั่งนี้จะไปค้นหาบทความต่างๆในเว็บไซต์ nytimes.com ที่มีชื่อจอร์ช บุช มาให้คุณ แต่สิ่งที่มันไม่ได้ทำให้ก็คือ การค้นหาบทความของนิวยอร์กไทม์ที่ถูกนำไปตีพิมพ์ซ้ำในสื่ออื่นๆ&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;ul style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;&lt;li&gt;Tip : &lt;span style=""&gt;ในขณะที่คุณทำการสืบค้นนั้น ขอให้เน้นที่ความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วย หากคุณไม่ได้ทำการสืบค้นอย่างเป็นทางการ คุณก็อาจจะไม่ต้องตรวจสอบเนื้อหาที่ได้อีกทีหนึ่งว่ามาจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์จริงหรือไม่ แต่หากว่าคุณกำลังทำรายงานส่งอาจารย์อยู่ละก็ คุณควรตรวจสอบความเชื่อถือได้ของบทความทุกชิ้น ซึ่งไม่ได้มาจากเว็บไซต์ของนิวยอร์กไทม์โดยตรง&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;สิ่งที่คุณต้องการจริงๆ ก็คือสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าบทความนั้นๆ มาจากหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์จริงๆ ไม่ว่าคุณจะได้มาจากเว็บไซต์ไหน หากมีประกาศเกี่ยวกับลิขสิทธิ์อยู่ด้วยละก็ คุณก็สามารถที่จะมั่นใจได้ ประกาศเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ของนิวยอร์กไทม์ มักจะเขียนเอาไว้ว่า:&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;Copyright 2001 The New York Times Company&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;นี่คือประกาศสำหรับบทความในปี ค.ศ. 2001 คุณอาจจะสืบค้นคำนี้โดยแทนที่เลขปีด้วยเครื่องหมาย wildcard (*) ด้วยคำสั่งนี้&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;Copyright * The New York Times Company&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ลองสืบค้นคำว่าจอร์ช บุช อีกครั้งหนึ่ง โดยที่ครั้งนี้ใช้วิธีสืบค้นด้วยประกาศลิขสิทธิ์แทนที่จะหาด้วยซินแท็กซ์‌ site: ดังนี้&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;“copyright * The New York Times Company” “George Bush”&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ด้วยคำสั่งนี้ คุณจะได้ผลลัพธ์มากกว่าผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งก่อนหน้าถึง 3 เท่าเลยทีเดียว&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;การสืบค้นบทความจากนิตยสาร&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คำประกาศเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ยังเป็นประโยชน์สำหรับการสืบค้นบทความจากนิตยสารต่างๆอีกด้วย ยกตัวอย่าง เช่น นิตยสาร Scientific American จะมีคำประกาศลิขสิทธิ์ทำนองนี้คือ&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;Scientific American, Inc.&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;All&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;rights&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;reserved.&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;(จริงๆ แล้วจะมีข้อมูลวันที่ปรากฏก่อนคำประกาศด้วย แต่ในที่นี้จะถูกตัดออกไปเพื่อจะได้ไม่ต้องใช้เครื่องหมาย wildcard แทน)&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;การใช้คำประกาศนี้เป็นวลีสืบค้น ประกอบกับคำสืบค้นที่คุณต้องการ เช่น คำว่า hologram จะได้คำสั่งค้นหา ดังนี้&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;hologram “Scientific American, Inc. All rights reserved.”&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;จากคำสั่งนี้ คุณจะได้ผลลัพธ์ 1 รายการ ซึ่งออกจะเป็นตัวเลขที่น้อยไปหน่อย สำหรับการสืบค้นจากคำทั่วไปเช่น hologram เมื่อคุณได้ผลลัพธ์น้อยกว่าที่คาดหวังได้ คุณสามารถที่จะใช้ซินแท็กซ์‌ site เพื่อสืบค้นกลับไปยังเว็บไซต์ดั้งเดิมได้&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;hologram site.sciam.com&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;จากตัวอย่างนี้ คุณจะได้ผลลัพธ์หลายรายการจากข้อมูลที่ Google ได้เก็บสำรองเอาไว้ซึ่งคุณไม่สามารถหาได้จากเว็บไซต์ของ Scientific American&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;บทความเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วจะมีคำร่วมซึ่งคุณจะสามารถใช้สืบค้นจาก Google เพื่อหาข้อมูลที่เก็บสำรองเอาไว้ได้ ส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นคำประกาศเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ ซึ่งอยู่ในตอนล่างของ Web Page&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;คุณสามารถใช้ Google เพื่อสืบค้นหาประกาศเหล่านั้น ร่วมกับคำที่คุณต้องการได้ และหากไม่ได้ผล&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-7683879461702892523?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/7683879461702892523/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=7683879461702892523' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/7683879461702892523'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/7683879461702892523'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack20.html' title='HACK#20 การสืบค้นบทความที่เก็บสำรองไว้แล้ว'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-7230161315721691690</id><published>2007-03-05T15:20:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T15:20:39.862+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Language'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack19'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='customize'/><title type='text'>HACK#19 Google Interface สำหรับนักแปล</title><content type='html'>&lt;span style=""&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-size:100%;" &gt;สร้างแบบฟอร์มการสืบค้นเส่วนตัว สำหรับการแปลภาษา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หากคุณต้องทำการสืบค้นข้อมูลลักษณะเดิมๆอยู่ทุกวัน การสร้างแบบฟอร์มเพื่อการสืบค้นส่วนตัวขึ้นมา จะช่วยทำให้คุณทำงานได้ง่ายขึ้นมาก และหากคุณได้ใช้เวลาทำความรู้จักกับมันมากพอ คุณอาจจะพบว่ามันมีความยืดหยุ่นพอที่จะให้ประโยชน์กับผู้ใช้คนอื่นๆได้เช่นกัน &lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;Search Interface บน World Wide Web สำหรับนักแปลอย่างเช่น &lt;a href="http://www.multilingual.ch/"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://www.multilingual.ch&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; จะมีเครื่องมือเพื่อการสืบค้นข้อมูลสำหรับงานแปลภาษาถึงสามแบบด้วยกัน เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นโดย ทันยา ฮาร์วีย์ ซิแอมบิ (Tanya Harvey Ciampi) จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์แห่งนี้ มีเครื่องมือซึ่งสามารถเรียกใช้งานจากทั้ง&lt;span style=""&gt; AltaVista &lt;/span&gt;และ Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ได้ และคำสั่งการสืบค้นของผู้ใช้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(user-defined query term) จะผูกเอาไว้กับเงื่อนไขทางการสืบค้นที่เฉพาะเจาะจง (specific search criteria) ซึ่งจะช่วยให้ได้ผลการค้นหาแคบลงและได้ผลใกล้เคียงมากขึ้น&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;เครื่องมือตัวแรกดังภาพ 1-14 เป็นเครื่องมือที่จะช่วยหาอภิธานศัพท์ (glossary) โดยมีเมนูตัวเลือกซึ่งจะช่วยหาคำที่มีความหมายเหมือนกันกับคำใดคำหนึ่ง ในส่วนต่างๆของผลลัพธ์แต่ละรายการ เช่นใน Title , ใน URL หรือในส่วนอื่นๆนอกจากนี้ โดยปกติคุณอาจจะต้องสืบค้นจากดิกชันนารีคำศัพท์ทางคอมพิวเตอร์มากมายหลายแหล่ง ก่อนที่จะพบดิกชันนารีที่มีคำว่า “firewall” อยู่ในนั้น ซึ่งเครื่องมือช่วยหาอภิธานศัพท์นี้จะช่วยลดงานของคุณไปได้ ด้วยการกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนว่า “Find a glossary that contains my term!”&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หากคุณสืบค้นอภิธานศัพท์แล้วได้รับผลลัพธ์มากเกินไป คุณอาจจะใช้วิธีเลือกสืบค้นโดยจำกัดให้คำที่ต้องการมีอยู่ใน Title ของผลลัพธ์เสมอแทนก็ได้ เช่นคำว่า firewall คุณอาจจะลองใช้คำสั่งว่า intitle:firewall เป็นต้น&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;เครื่องมือตัวที่สอง ดังภาพ 1-15 เป็นเครื่องมือที่จะช่วยสืบค้น “เนื้อหาที่เหมือนกัน” ของ Web Page ในภาษาที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับการสืบค้นงานที่ต้องการผลลัพธ์ในหลายๆภาษาได้&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;จริงๆแล้วการจะสืบค้นเพื่อให้แสดงผลเป็นหลายๆภาษานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทว่ายังมีที่หนึ่งที่คุณสามารถใช้งานในลักษณะนี้ได้โดยง่าย คือจาก Web Page ของรัฐบาลของประเทศแคนาดา ซึ่งจะให้ข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังเสนอบริการสืบค้นที่มีทางเลือกระหว่างภาษาต้นทางหรือ SL (source language) และภาษาปลายทางหรือ TL (target language) ที่หลากหลายอีกด้วย&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCJUwfgvQI/AAAAAAAAARQ/ndcndafVEQc/s1600-h/1-14.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://2.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCJUwfgvQI/AAAAAAAAARQ/ndcndafVEQc/s400/1-14.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5035175373107674370" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ภาพที่ 1-14 หน้า WWW Search Interface สำหรับเครื่อง&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;มือช่วยหาอภิธานศัพท์&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;การสืบค้นกลุ่มที่หนึ่งนั้นจะทำงานภายใต้ &lt;span style=""&gt;AltaVista &lt;/span&gt;ซึ่งจะมีการจับคู่ภาษาที่ต้องการการแปลอยู่หลายคู่ (เช่นระหว่าง ภาษาอังกฤษ-เยอรมัน อังกฤษ-สเปน อังกฤษ-ฝรั่งเศส และอื่นๆ) นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกสำหรับการค้นหาย่อยลงไปอีก (เช่น SL ใน URL หรือลิงก์ไปที่ TL หรือ Web Page ที่อยู่ในประเทศเจ้าของภาษาของ TL เป็นต้น)&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;การสืบค้นกลุ่มที่สองจะทำงานภายใต้ Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;และเช่นกันที่นี่ก็มีการจับคู่ภาษาและวิธีการที่หลากหลายสำหรับการสืบค้น (คุณสามารถที่จะเลือกสืบค้นได้สามวิธีเพื่อการสืบค้นภาษาต้นทางใน URL หรือหา keyword ใน Web Page ที่ใช้ภาษาที่ต้องการเป็นต้น) ในบางกรณีเครื่องมือนี้อาจจะยอมให้คุณระบุประเทศที่ใช้ภาษาที่ต้องการได้ (เช่น ภาษาฝรั่งเศส อาจเป็นภาษาที่ต้องการซึ่งมีที่ใช้ในประเทศแคนาดา ฝรั่งเศส หรือสวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น) &lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;เครื่องมือที่สามดังที่แสดงในภาพ 1-16 จะช่วยสืบค้นความหลากหลายของคำย่อต่างๆที่อยู่ใน Title หรือ URL ของผลการสืบค้น&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;เครื่องมือสำหรับการสืบค้นนี้เหล่านี้จะทำไว้หลากหลายภาษาและสามารถช่วยงานแปลได้หลายอย่าง จะว่าไปแล้วมันสามารถช่วยสืบค้นข้อมูลออกมามากมายเสียจนกระทั่งคุณอาจจะคิดว่าคงต้องใช้ Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;API เข้ามาช่วย แต่จริงๆแล้วก็ไม่ต้องใช้ถึงขนาดนั้น เพราะคำสั่งจะถูกสร้างขึ้นจากเครื่องของผู้ใช้และส่งผ่านมายัง Google อีกที่หนึ่ง&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCJQgfgvPI/AAAAAAAAARI/XFHjVzxDVKg/s1600-h/1-15.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://1.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCJQgfgvPI/AAAAAAAAARI/XFHjVzxDVKg/s400/1-15.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5035175300093230322" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 36pt; text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ภาพที่ 1-15 หน้า WWW Search Interface สำหรับสืบค้น Web Page หน้าที่เป็นเรื่องเดียวกันในหลากหลายภาษา&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: center; text-indent: 36pt;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCJMwfgvOI/AAAAAAAAARA/1Dj9yHX9AIg/s1600-h/1-16.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://2.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCJMwfgvOI/AAAAAAAAARA/1Dj9yHX9AIg/s400/1-16.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5035175235668720866" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ภาพที่ 1-16 หน้า WWW Search Interface สำหรับการสืบค้นคำย่อ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;การทำงานในส่วนนี้เป็นไปอย่างราบรื่น ขอให้ดูที่ซอร์สโค้ดที่เขียนไว้สำหรับแบบฟอร์ม และดูว่าคุณสังเกตเห็นอะไรบ้าง ขอบอกใบ้ให้คุณสังเกตที่ชื่อสมาชิกของฟอร์ม (form element name) คุณจะเห็นว่าซอร์สโค้ดส่วนนี้รวมเอาการสืบค้นคำที่มีความหมายเหมือนกัน โดยที่ไม่ต้องใช้ Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;API หรือ CGI เข้ามาช่วยเลย เพราะทุกอย่างจะทำงานผ่านฟอร์มนี้ทั้งหมด&lt;/p&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCLhQfgvSI/AAAAAAAAARs/TU6Mc-Uf2Lk/s1600-h/1-161.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCLhQfgvSI/AAAAAAAAARs/TU6Mc-Uf2Lk/s400/1-161.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5035177786879294754" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ส่วนที่เป็นหัวใจให้แบบฟอร์มนี้ทำงาน คือคำสั่งสองบรรทัดต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCLbgfgvRI/AAAAAAAAARk/ZcoLhUILrlM/s1600-h/1-162.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://1.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCLbgfgvRI/AAAAAAAAARk/ZcoLhUILrlM/s400/1-162.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5035177688095046930" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;คุณจะเห็นว่าทั้งเท็กต์ฟิลต์และเมนูสำหรับอภิธานศัพท์ถูกตั้งชื่อไว้เหมือนกัน คือ name = “q” และเมื่อแบบฟอร์มนี้ถูกส่งไปให้ Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ค่าของทั้งสองจะถูกนำมารวมกันและถือเป็นเสมือนคำสั่งเดียว ดังนั้นการระบุคำสืบค้นว่า dentistry และเลือกเมนูตัวเลือกเป็น synonyms of “glossary” in TITLE – 1 จาก &lt;span style=""&gt;Pop Up Menu &lt;/span&gt;จะทำให้มีการรวมคำสั่งเป็นดังนี้  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;dentistry intitle:dictionary&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;OR intitle:glossary&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;OR&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;intitle:lexicon or intitle:definitions&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คำสั่งนี้จะใช้แบบฟอร์มซึ่งสร้างขึ้นมาตามความต้องการของผู้ใช้เป็นอินเตอร์เฟสติดต่อกับผู้ใช้งาน แต่คุณสามารถนำแนวคิดนี้ไปใช้กับอะไรก็ได้ หากคุณต้องการสืบค้นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมาย หรือเอกสารทางการเงิน หรือข้อมูลการตลาด หรือเรื่องราวอะไรก็ตาม ที่มีศัพท์เฉพาะที่คุณสามารถกรอกมันเข้าไปในแบบฟอร์มได้ ก็จะสามารถทำงานในลักษณะเช่นนี้ได้เช่นกัน แล้วแต่ว่าคุณจ&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ะ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:10;"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ออกแบบอินเตอร์เฟสของฟอร์มในรูปแบบไหนมากกว่า&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-7230161315721691690?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/7230161315721691690/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=7230161315721691690' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/7230161315721691690'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/7230161315721691690'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack19-google-interface.html' title='HACK#19 Google Interface สำหรับนักแปล'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCJUwfgvQI/AAAAAAAAARQ/ndcndafVEQc/s72-c/1-14.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-7054110787764196613</id><published>2007-03-05T15:19:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T15:19:25.823+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='YahooFinance'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='MSN MoneyCentral'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack18'/><title type='text'>HACK#18 แกะรอยข้อมูลหุ้น</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;คำสั่งที่ได้รับการกลั่นกรองอย่างดีแล้ว จะช่วยให้คุณได้ข้อมูลเบื้องลึกของบริษัทต่างๆ มากกว่าข้อมูลที่ได้จากบริการข้อมูลหุ้นแบบดั้งเดิม&lt;/span&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ซินแท็กซ์พิเศษของ Google ที่ไม่เป็นที่รู้จักเท่าใดนักได้แก่ ซินแท็กซ์‌ stock: ซึ่งมีรูปแบบการใช้คือ stock:symbol โดยที่ symbol เป็นตัวแทนของหุ้นตัวที่คุณต้องการข้อมูล คำสั่งนี้จะเชื่อมโยงคุณไปที่เว็บไซต์ Yahoo!Finance (&lt;a href="http://finance.yahoo.com/"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://finance.&lt;/span&gt;yahoo.com/&lt;/a&gt;) เพื่อให้ข้อมูลที่ละเอียดขึ้น แต่ Web Page ของ Yahoo! นี้จะอยู่ในกรอบของ Google อีกทีหนึ่ง เพราะที่มุมบนซ้ายคือโลโกของ Google พร้อมด้วย Web Link ที่ชี้ไปที่เว็บไซต์ Quicken หรือ Fool.com หรืออาจเป็น MSN MoneyCentral และเว็บไซต์เกี่ยวกับการเงินอื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คุณอาจลองใช้ stock: โดยสมมติชื่อหุ้นลงไปดู จะเห็นว่าคุณจะถูกลิงก์ไปที่ Web Page ของ Yahoo!Finance ซึ่งจะมีข้อมูลของหุ้นซึ่งคุณอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน หรือ Web Page ที่บอกว่า “Stock Not Found” คุณสามารถใช้คำสั่งนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อตัวคุณเองได้ ด้วยการพิมพ์ซินแท็กซ์‌ stock: แล้วตามด้วยชื่อของบริษัทที่คุณต้องการข้อมูล (เช่น stock: friendly) หากชื่อบริษัทมีมากกว่าหนึ่งพยางค์ ให้เลือกชื่อที่แปลกหูกว่าชื่ออื่น ภาพที่ 1-12 คือภาพที่แสดง Web Page ของ Yahoo! Finance เมื่อคุณระบุซินแท็กซ์‌ stock:&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCEMQfgvLI/AAAAAAAAAQc/Cx8K93RR75E/s1600-h/1-12.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCEMQfgvLI/AAAAAAAAAQc/Cx8K93RR75E/s400/1-12.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5035169729520647346" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style=""&gt;                        &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ภาพที่ 1-12&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;Web Page ที่สืบค้นของมูลหุ้น&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;สังเกตุว่ามี Web Link&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;“Look up:FRIENDLY” อยู่ ลองคลิกที่ Web Link นี้ดู คุณจะได้รายชื่อของบริษัทที่พ้องกับ “friendly” ในทางใดทางหนึ่ง และจากจุดนี้คุณก็สามารถที่จะได้รับข้อมูลหุ้นที่คุณต้องการได้ (สมมติว่าบริษัทที่คุณต้องการนั้นปรากฏชื่อขึ้นมาในรายการ)&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับหุ้นจากเว็บไซต์อื่นๆ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;Google ไม่ได้ถูกสร้างมาสำหรับการค้นหาข้อมูลหุ้นขั้นพื้นฐาน คุณจะต้องหาข้อมูลพื้นฐานจากที่อื่นมาก่อน และใช้ข้อมูลที่ได้มานั้นมาประกอบในการค้นหาสิ่งที่คุณต้องการ ขอแนะนำให้คุณตรงไปที่เว็บไซต์ของ Yahoo!Finance (&lt;a href="http://finance.yahoo.com/"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://finance.yahoo.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;) เพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นด้วยการใช้สัญลักษณ์ของตัวหุ้นแต่ละบริษัทหรือชื่อบริษัท และจากที่นี่คุณจะพบข้อมูลพื้นฐานทั้งหมด ตั้งแต่ราคาหุ้น ข้อมูลทั่วไปของบริษัท &lt;span style=""&gt;Chart&lt;/span&gt; และข่าวใหม่ๆที่เกิดขึ้น หากคุณต้องการข้อมูลที่มีรายละเอียดเพิ่มขึ้น ขอแนะนำให้คุณเข้าไปที่เว็บไซต์ Hoovers (&lt;a href="http://www.hoovers.com/"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://www.hoovers.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;) ซึ่งให้ข้อมูลบางอย่างฟรี แต่อาจต้องเสียค่าสมาชิกบ้าง หากคุณต้องการรายละเอียดมากขึ้น&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การสืบค้นข้อมูลหุ้นเพิ่มเติมจาก Google&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ลองสืบค้นจาก Google โดยระบุคำว่า&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;“Tootsie Roll” &lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ต่อไปลองเพิ่มคำย่อของหุ้น ซึ่งเป็นคำว่า TR ลงในคำสั่งค้นหา เช่น &lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left; text-indent: 36pt;" align="left"&gt;“Toosie Roll” TR&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คราวนี้ผลของการค้นหาจะเปลี่ยนไปเป็นข้อมูลทางการเงินทันที ต่อไปลองเพิ่มชื่อของผู้บริหารสูงสุดลงไป เช่น&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left; text-indent: 36pt;" align="left"&gt;“Tootsic Roll” TR “Melvin Gardon”&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คุณจะได้ผลลัพธ์ที่ตรงตามความต้องการเลยทีเดียว ดังภาพที่ 1-13&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCF5AfgvNI/AAAAAAAAAQw/Os96XVxtPn0/s1600-h/1-13.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://3.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCF5AfgvNI/AAAAAAAAAQw/Os96XVxtPn0/s400/1-13.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5035171597831421138" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ภาที่ 1-13&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;การใช้คำสั่งสืบค้นข้อมูลหุ้นโดยใช้คำย่อของหุ้นเข้าช่วยค้นหา&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;หมายเหตุ &lt;/span&gt;ปัจจุบัน Melvin Gardon ไม่ได้เป็นผู้บริหารของที่นี่แล้ว&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คำย่อของหุ้นนั้นเป็นเสมือน “ลายแทง” ที่ดีสำหรับการสืบค้นทางอินเตอร์เน็ตเลยทีเดียว เพราะทำงานได้อย่างค่อนข้างคงเส้นคงวา และมักจะให้ชื่อบริษัทกลับมาด้วย นอกจากนี้ยังมีเอกลักษณ์มากพอที่จะทำให้ได้ผลการสืบค้นที่แคบลง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับตามความต้องการจริงๆ&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ยังมีคำและวลีอื่นๆที่คุณสามารถใช้เพื่อสืบค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้อีก เช่น “company” ในที่นี้ให้แทนด้วยชื่อของบริษัทที่คุณต้องการสืบค้น&lt;/p&gt;  &lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับข่าวสารให้ใช้ “company announced” หรือ “company announces” หรือ “company reported”&lt;/li&gt;&lt;li&gt;สำหรับข้อมูลทางการเงินให้ใช้ company “quaterly report” หรือ company SEC หรือ company financials หรือ company “p/e ratio” &lt;/li&gt;&lt;li&gt;สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ให้ใช้ company parking airport location ซึ่งบางครั้งก็ทำงานได้ไม่ดีนัก แต่ในบางครั้งก็ให้ผลดีเกินคาด  &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;!--[if !supportLists]--&gt;&lt;!--[endif]--&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-7054110787764196613?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/7054110787764196613/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=7054110787764196613' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/7054110787764196613'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/7054110787764196613'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack18.html' title='HACK#18 แกะรอยข้อมูลหุ้น'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCEMQfgvLI/AAAAAAAAAQc/Cx8K93RR75E/s72-c/1-12.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-7352342856782914545</id><published>2007-03-05T15:16:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T15:16:13.869+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Syntax'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack17'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='phonebook'/><title type='text'>HACK#17 การค้นหาจากสมุดโทรศัพท์ (phonebook)</title><content type='html'>&lt;span style=""&gt;&lt;span style="font-weight: bold;font-size:100%;" &gt;Google สามารถทำหน้าที่เป็นสมุดโทรศัพท์ได้อย่างดี และยังสามารถให้คุณสืบค้นย้อนกลับ (reverse lookup) โดยการค้นหาชื่อจากเบอร์โทรศัพท์ได้ด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;Google ได้รวบรวมเอาข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลธรรมดาและห้างร้านไว้รวมกับระบบการเชื่อมโยงของตน เพื่อเสนอระบบการสืบค้นจากสมุดโทรศัพท์ โดยจะให้รายชื่อของบุคคลและธุรกิจซึ่งอยู่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น การสืบค้นเช่นนี้มีซินแท็กซ์อยู่สามแบบ ซึ่งจะให้ความละเอียดในการค้นหาและผลลัพธ์ในระดับที่แตกต่างกัน ทว่าซินแท็กซ์ เหล่านี้จะต้องเลือกใช้อย่างพิถีพิถันสักหน่อย และ Google ก็ไม่ได้ให้คู่มือการใช้เอาไว้ที่ไหนเลยแม้แต่แห่งเดียว&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ซินแท็กซ์ทั้ง 3 แบบ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;Google มีซินแท็กซ์สำหรับการค้นหาจากสมุดโทรศัพท์ดังนี้&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;b style=""&gt;&lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;           &lt;/span&gt;phonebook&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;ทำหน้าที่สืบค้นจากข้อมูล Google Phonebook ทั้งหมด&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;b style=""&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;iphonebook&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;ทำหน้าที่สืบค้นเฉพาะหมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลธรรมดา&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;b style=""&gt;&lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;           &lt;/span&gt;bphonebook&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;ทำหน้าที่สืบค้นเฉพาะหมายเลขโทรศัพท์ของธุรกิจห้างร้าน&lt;/p&gt;&lt;ul style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;&lt;li&gt;Tip : &lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style=""&gt;Web Page ที่แสดงผลการสืบค้นจาก phonebook:&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;&lt;span style=""&gt; จะแสดงผลการสืบค้นเพียงห้ารายการเท่านั้น โดยนับรวมทั้งรายการของบุคคลทั่วไป และห้างร้าน ส่วนผลการสืบค้นจาก iphonebook: และ bphonebook: จะแสดงผลถึง 30 รายการต่อหน้า&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ดังนั้นควรเลือกใช้งานให้เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุณต้องการ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;      &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;การใช้งานของซินแท็กซ์ทั้งสามรูปแบบ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;การใช้งานตามรูปแบบมาตราฐานของสมุดโทรศัพท์นั้นต้องอาศัยข้อมูลเบื้องต้นหลายอย่าง ซึ่งได้แก่ข้อมูลของชื่อ นามสกุล เมือง และรัฐ แต่การใช้งานใน Google อาศัยเพียงนามสกุลและชื่อรัฐ หากคุณจะหาชื่อสกุล Smiths ที่อยู่ในมลรัฐแคลิฟอเนียร์ คุณสามารถระบุคำสั่งได้ดังนี้&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;phonebook:smith&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ca&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ลองทายซิว่าคุณจะได้ผลการสืบค้นสักกี่รายการ ภาพที่ 1-11 แสดงถึงผลการสืบค้นของคำสั่งนี้&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: center;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCBlgfgvKI/AAAAAAAAAQQ/XQMDdY4def0/s1600-h/1-11.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://1.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCBlgfgvKI/AAAAAAAAAQQ/XQMDdY4def0/s400/1-11.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5035166864777460898" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ภาพที่ 1-11 ผลการสืบค้นจากซินแท็กซ์‌ phonebook:&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;สังเกตว่าขณะที่คุณอาจรู้สึกภายในใจว่า คนที่ใช้นามสกุล Smith น่าจะมีอยู่เป็นหลายพันคนในแคลิฟอร์เนียร์ แต่ Google Phonebook บอกว่ามีเพียง 600 รายเท่านั้น นั่นคือผลการสืบค้นที่มากที่สุดจาก Google Phonebook แล้ว ในขณะที่ผลการสืบค้นที่มากที่สุดของการค้นหาแบบปกติคือ 1,000 รายการ ซึ่งอันที่จริงก็สมเหตุผลดี ดังนั้นคุณควรเพิ่มรายละเอียดของการสืบค้น ด้วยการเพิ่มชื่อคนหรือชื่อเมืองหรือทั้งสองอย่าง เพื่อให้ผลการสืบค้นแคบลงกว่าเดิม เช่น&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;phonebook: john smith&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;&lt;st1:place st="on"&gt;&lt;st1:city st="on"&gt;los angeles&lt;/st1:city&gt;&lt;/st1:place&gt;&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ca&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ขณะที่เขียนหนังสือเล่มนี้ Google Phonebook ค้นพบเลขหมายของธุรกิจ 3 รายการ และเลขหมายของบุคคล 22 รายการ จากคำสั่งที่ให้ค้นหาชื่อ John Smith ในนครลอสแองเจลีส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย &lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;b style=""&gt;ข้อควรระวัง&lt;/b&gt; ซินแท็กซ์พิเศษสำหรับ Google Phonebook&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เป็นซินแท็กซ์พิเศษที่มีอานุภาพและเป็นประโยชน์มาก แต่ก็อาจจะใช้งานยากหากคุณจดจำข้อปลีกย่อยในการทำงานของซินแท็กซ์พิเศษไม่ได้ จึงควรระมัดระวังเกี่ยวกับเงื่อนไขการใช้งานดังนี้&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;  &lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ซินแท็กซ์เหล่านี้จะแยกความแตกต่างระหว่างตัวอักษรพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก (case-sensitive) เช่น การระบุคำสั่งว่า phonebook:john doe ca นั้น Google จะทำการสืบค้นให้ แต่ จะไม่ทำงานถ้าระบุว่า Phonebook:john doe ca (ใช้ P เป็นตัวพิมพ์ใหญ่)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;เครื่องหมาย wildcard จะใช้ไม่ได้กับ Google Phonebook เลย เพราะ Google จะสืบค้นแบบ wildcard ให้กับคุณเองโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการหาชื่อร้านในนิวยอร์กที่มีคำว่า “coffee” อยู่ในชื่อร้านด้วย คุณก็ไม่ต้องพะวงกับการระบุชื่อที่จะเป็นไปได้ด้วยตนเอง เช่น “Coffee Shop” หรือ “Coffee House” หรืออื่นๆ คุณเพียงแต่พิมพ์คำว่า bphonebook:coffee &lt;st1:state st="on"&gt;&lt;st1:place st="on"&gt;new york&lt;/st1:place&gt;&lt;/st1:state&gt; ny เท่านั้น คุณก็จะได้รายชื่อของร้านค้าในนครนิวยอร์กที่มีชื่อร้านมีคำว่า “coffee” อยู่ด้วย&lt;/li&gt;&lt;li&gt;คำสั่งยกเว้นคำ (exclusion) จะใช้ไม่ได้ผลในทุกกรณี เช่น หากคุณต้องการหาร้านกาแฟที่ไม่ใช่ Starbucks คุณอาจจะคิดว่าคำสั่ง phonebook:coffee – starbucks&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;st1:state st="on"&gt;&lt;st1:place st="on"&gt;new york&lt;/st1:place&gt;&lt;/st1:state&gt;&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ny น่าจะใช้ได้ผล เพราะมีความหมายตรงกับสิ่งที่คุณต้องการ แต่จริงๆแล้วมันกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะ Google จะเข้าใจว่าคุณกำลังค้นหาทั้งคำว่า “coffee” และ “starbucks” ไปพร้อมๆกัน ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่คุณต้องการโดยสิ้นเชิง เพราะจากคำสั่งนี้ Google จะค้นหาร้านกาแฟทุกแห่งในนิวยอร์กที่มีคำว่า Starbucks อยู่ในชื่อร้านมาให้คุณ&lt;/li&gt;&lt;li&gt;โอเปอเรเตอร์ OR จะใช้ไม่ได้เสมอไป คุณอาจจะสงสัยว่า Google Phonebook&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ยอมรับการค้นหาด้วย OR หรือไม่ คุณจึงต้องทดลองดู ด้วยการค้นหาร้านกาแฟทั้งหมดในมลรัฐโรด ไอส์แลนด์หรือมลรัฐฮาวาย ด้วยคำสั่ง bphonebook:coffee (ri | hi) แต่มันกลับไม่ทำงานตามที่คุณต้องการ เพราะสิ่งที่คุณจะได้รับก็คือเฉพาะร้านกาแฟที่อยู่ในฮาวายเท่านั้น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ทั้งนี้เพราะ Google จะไม่เข้าใจว่า ri&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;และ hi&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;นั้นเป็นชื่อรัฐ แต่จะมองว่าเป็นส่วนประกอบของคำที่ต้องการสืบค้น ดังนั้นหากคุณสลับที่ชื่อรัฐในคำสั่งสืบค้นเป็น coffee (hi |&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ri) คราวนี้ &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;Google ก็จะให้ผลการสืบค้นที่มีคำว่า “coffee” และคำว่า “hi” หรือ “ri” อย่างใดอย่างหนึ่งกลับมา ดังนั้นคุณอาจจะได้ผลลัพธ์เป็นร้านค้าชื่อ Hi-Tide Coffee (ในมลรัฐแมสซาชูเส็ท) และจะพบรายชื่อร้านกาแฟอีกมากในมลรัฐโรดไอส์แลนด์ แต่ผลจะดีกว่านี้หากคุณจะใช้ OR ในช่วงกลางของคำสั่ง จากนั้นจึงระบุชื่อของรัฐไว้ในตอนท้าย เช่น หากคุณต้องการรายชื่อร้านกาแฟที่ขายโดนัทหรือขนมเบเกิ้ลอย่างใดอย่างหนึ่ง คุณจะได้ผลที่ต้องการด้วยการระบุคำสั่งเป็น bphonebook:coffee (donuts&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;| bagels) ma เพราะคำสั่งนี้จะไปค้นหาชื่อร้านค้าที่มีคำว่า coffee และคำว่า donuts หรือ bagels คำใดคำหนึ่ง และอยู่ในมลรัฐแมสซาชูเส็ทเท่านั้น สรุปก็คือคุณสามารถใช้ OR เพื่อหาชื่อร้านค้าหรือชื่อคนได้ แต่ไม่สามารถใช้กับชื่อสถานที่ได้&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การสืบค้นจากหมายเลขโทรศัพท์ (reverse lookup)&lt;/span&gt; ซินแท็กซ์พิเศษที่ใช้สำหรับสมุดโทรศัพท์เหล่านี้สามารถรองรับการค้นหาแบบย้อนกลับ (reverse lookup) ได้ แม้ว่าการใช้ซินแท็กซ์ phonebook: เพื่อหาชื่อบุคคลหรือร้านค้าที่ต้องการจะเป็นซินแท็กซ์ที่ทำงานได้ดีที่สุดแล้วก็ตาม แต่การสืบค้นในทางกลับกัน คือสืบค้นจากหมายเลขโทรศัพท์จะทำงานก็ต่อเมื่อคุณระบุรหัสท้องที่ (area code) ลงไปด้วย หากคุณไม่ระบุรหัสท้องที่ลงไป คำสั่งนี้ก็จะไม่ทำงานเช่น&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;phonebook: (707) 829-0515&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;สังเกตว่าการสืบค้นจากหมายเลขโทรศัพท์เป็นการสืบค้นแบบสุ่ม ซึ่งอาจจะไม่พบผลการสืบค้นเสมอไป หากคุณไม่เจอผลลัพธ์ที่ต้องการ คุณอาจจะต้องเข้าไปที่เว็บไซต์ที่ให้บริการการสืบค้นแบบสมุดโทรศัพท์จริงๆดู เช่น ที่ WhitePages.com (&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;&lt;a href="http://www.whitepages.com/"&gt;http://www.whitepages.com/&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;) เป็นต้น&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;b style=""&gt;ค้นหาสมุดโทรศัพท์ด้วย Google&lt;/b&gt;&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แม้ว่าบริการของ &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;Google Phonebook&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เองจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่มันก็มีการใช้งานค่อนข้างจำกัด ดังนั้นหากคุณต้องการสืบค้นหมายเลขโทรศัพท์ภายในมหาวิทยาลัย หรือองค์กรที่ใหญ่ๆ และไม่สามารถค้นหาได้จาก Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;คุณก็สามารถที่จะไปสืบค้นจากเว็บไซต์ที่ให้บริการสืบค้นสมุดโทรศัพท์ออนไลน์ได้&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หากคุณกำลังมองหาสมุดโทรศัพท์ที่มีหมายเลขของมหาวิทยาลัยต่างๆ คุณอาจจะลองสืบค้นด้วยสั่งนี้ก่อน คือ inurl:phone site:university.edu หรือจะแทนที่ university.edu ด้วย Domain Name ของมหาวิทยาลัยที่คุณต้องการก็ได้ เช่น หากคุณต้องการหาสมุดโทรศัพท์ออนไลน์ของ &lt;st1:placetype st="on"&gt;University&lt;/st1:placetype&gt; of &lt;st1:placename st="on"&gt;North Carolina&lt;/st1:placename&gt; ที่วิทยาเขต &lt;st1:place st="on"&gt;Chapel Hill&lt;/st1:place&gt; คุณสามารถระบุคำสั่งได้ดังนี้&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left; text-indent: 36pt;" align="left"&gt;inrul:phone site:unc.edu&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หากคำสั่งนี้ใช้ไม่ได้ผล คุณสามารถทดลองด้วยซินแท็กซ์‌อื่นๆตามตัวอย่างข้างล่างนี้ดู&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;tittle:”phone book” site: unc.edu&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;(phonebook |&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;“phone book”) lookup faculty staff site : unc.edu&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;inrul:help (phonebook&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;|&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;“phone book”) site: unc.edu&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หากคุณต้องการสมุดโทรศัพท์ของมหาวิทยาลัยหลายๆแห่ง ลองใช้ซินแท็กซ์เดียวกันนี้โดยเปลี่ยน Domain Name ให้กว้างขึ้น เช่น site:edu แทนที่จะเจาะจง Domain Name ของมหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่งเพียงแห่งเดียวเท่านั้น และต่อไปนี้คือรายชื่อของเว็บไซต์ที่ให้บริการสมุดโทรศัพท์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-7352342856782914545?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/7352342856782914545/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=7352342856782914545' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/7352342856782914545'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/7352342856782914545'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack17-phonebook.html' title='HACK#17 การค้นหาจากสมุดโทรศัพท์ (phonebook)'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReCBlgfgvKI/AAAAAAAAAQQ/XQMDdY4def0/s72-c/1-11.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-5205165788940824741</id><published>2007-03-05T15:15:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T15:15:11.115+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Dictionary'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack16'/><title type='text'>HACK#16 การใช้ดิกชันนารี่ออนไลน์</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;นอกเหนือจากอินเด็กซ์คำที่มักมีการสะกดผิดแล้ว&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Google ยังเชื่อมโยงคุณไปที่เว็บไซต์ Dictionary.com อีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ระบบการตรวจสอบคำผิดของ Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;(&lt;a href="http://hack1-google.blogspot.com/search/label/Hack15"&gt;Hack #15&lt;/a&gt;) นั้นถูกสร้างขึ้นจากฐานข้อมูลของคำและวลีที่ค่อยๆ สะสมมาทีละเล็กละน้อย ระหว่างการจัดทำอินเด็กซ์ให้กับ Web Page ต่างๆ ดังนั้นจึงช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับคำเฉพาะ วลีหรือประโยคต่างๆ รวมทั้งคำอื่นๆ ที่ไม่เป็นที่รู้จักมากนักได้ดีพอสมควร&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;นอกจากนี้ Google ยังบริการค้นหาคำ จากเว็บไซต์ Dictionary.com (&lt;a href="http://www.dictionary.com"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://www.dictionary.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;) เพราะคำจำกัดความที่มาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และการจัดทำอินเด็กซ์ให้กับคำพิเศษในรูปแบบต่างๆนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่หาได้ค่อนข้างยากพอควร&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ลองสืบค้นคำอะไรก็ได้ และคุณจะสังเกตใน Web Page ที่แสดงผลลัพธ์มีคำว่า “Searched the web for [query words].” &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;หากคำที่คุณสืบค้นนั้นมีปรากฎอยู่ในดิกชันนารี คุณจะเห็นว่ามี Web Link เชื่อมโยงไปยังคำนิยามในดิกชันนารี หากคุณระบุเป็นวลี ก็จะเชื่อมโยงไปในฐานะวลี เช่น คำว่า “jolly roger” จะทำให้คุณเชื่อมโยงไปยังวลี “jolly roger” หรือวลี “computer legal” ก็จะเชื่อมโยงคุณไปที่คำว่า “computer” และคำว่า “legal” เป็นต้น&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;แต่การค้นหาคำนิยามเช่นนี้อาจใช้ไม่ได้ผลสำหรับคำที่ต้องห้าม คำใหม่ๆ คำสแลง และคำศัพท์ทางเทคนิคต่างๆด้วย (นอกจากว่าจะเป็นคำสแลงเฉพาะ เช่น คำสแลงเกี่ยวกับศัพท์เทคนิค) หากคุณไม่ได้ผลการสืบค้นจาก Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;คุณอาจจะลองใช้บริการที่เว็บไซต์ที่มี Web Link เชื่อมโยงไปยังที่ต่างๆมากมาย เช่น Onelook (&lt;a href="http://www.dictionary.com"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://www.onelook.com&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;) ซึ่งมีการจัดทำอินเด็กซ์คำเอาไว้ถึง 4 ล้านคำ จากดิกชันนารี 700 เล่ม หากคุณยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ คุณอาจกลับมาที่ Google และลองใช้เทคนิคต่างๆข้างล่างนี้ดู โดยสมมติว่า queryword คือคำที่คุณต้องการค้นหา&lt;/p&gt;    &lt;ul&gt;&lt;li&gt;หากคุณกำลังสืบค้นคำอยู่หลายคำ เพราะคุณกำลังอ่านคู่มือที่ใช้ศัพท์เทคนิคอยู่ จึงต้องการสืบค้นคำหลายๆคำในเวลาเดียวกัน ในบางครั้งคุณก็จะสามารถสืบค้นอภิธานศัพท์ (glossary) จากวิธีนี้คือ สมมติว่าคุณกำลังอ่านหนังสือเกี่ยวกับการตลาด และมีคำหลายคำที่คุณไม่รู้จัก หากคุณสืบค้นคำว่า storyboard stet SAU คุณก็จะได้ผลการค้นหาเพียงไม่กี่คำ แต่คำทั้งหมดนี้คือศัพท์เฉพาะ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;  &lt;ul&gt;&lt;li&gt;พยายามสืบค้นคำของคุณ โดยใช้ร่วมกับคำว่า glossary เช่น stet glossary แต่จงพยายามใช้คำที่พิเศษหรือเจาะจง (specific) สักหน่อย ไม่เช่นนั้นอาจจะได้ผลดังนี้คือ คุณอาจจะไม่รู้ว่าคำว่า “Spread” มีความหมายว่าอย่างไรในเชิงการตลาด แต่การระบุคำว่า spread glossary ซึ่งเป็นคำทั่วๆไปนั้นจะทำให้คุณได้ผลลัพธ์ถึง 300,000 รายการเลยทีเดียว โดยจะอยู่ในอภิธานศัพท์หลายๆเล่มด้วยกัน นอกจากนี้หากคุณต้องการแปลคำจากภาษาอื่น คุณก็สามารถที่จะเลือกปุ่ม “Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Interface for Translators” ได้ (&lt;a href="http://hack1-google.blogspot.com/search/label/Hack19"&gt;Hack #19&lt;/a&gt;)&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;  &lt;ul&gt;&lt;li&gt;พยายามสืบค้นด้วยวลีที่ว่า queryword means หรือคำว่า What does queryword mean? ด้วยเสมอๆ&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;  &lt;ul&gt;&lt;li&gt;หากคุณกำลังสืบค้นหาศัพท์แพทย์หรือศัพท์เทคนิค ลองพยายามสืบค้นให้แคบลงไปที่กลุ่มเว็บไซต์ประเภทสถาบันการศึกษา (.edu) เช่น หากคุณอยากจะทราบความหมายทั่วไปของคำว่า equine acupuncture และอยากรู้ว่ามันจะใช้บำบัดโรค laminitis ได้หรือไม่ ก็ให้ใช้คำว่า “equine acupuncture” laminitis ดู&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การใช้ site:edu จะทำให้คุณได้ผลการสืบค้นที่กระชับมากขึ้น นอกจากนี้คุณยังสามารถหลีกเลี่ยงพวกรายชื่อหนังสือและร้านค้าออนไลน์ทั้งหลายได้ด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในกรณีที่คุณกำลังค้นหาข้อมูล และยังไม่ต้องการที่จะซื้อสินค้าอะไรในตอนนี้ทั้งสิ้น หากคุณค้นหาคำสแลงอยู่ พยายามจำกัดให้ลึกลงไปภายใต้เว็บไซต์นั้นๆ เช่น Geocities หรือ Tripod แล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในบางครั้งวัยรุ่นบางกลุ่มก็จะนำเอาเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับสิ่งที่ตนชอบ หรือสิ่งที่อยู่ในกระแสนิยมมาลงไว้ในสถานที่ให้เนื้อที่เว็บไซต์ฟรีๆ เช่น Geocities ดังนั้นการสืบค้นวิธีนี้จะทำให้คุณได้ตัวอย่างของคำสแลงที่มีเรื่องราวประกอบแทนที่จะได้เฉพาะรายการคำศัพท์แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และใน Geocities เองก็ยังมีอภิธานศัพท์ให้คุณได้ค้นหาอีกมาก คุณจะลองระบุคำสั่งว่า glossary site:geocities.com และพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองดูก็ได้&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;การเชื่อมโยงจาก Google ไปยังเว็บไซต์ Dictionary.com นั้นมีความหมายเท่ากับว่า คุณสามารถที่จะค้นหาคำนิยามของคำพื้นๆนั้นได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และหากคุณจะรู้จักใช้ความคิดสร้างสรรค์อีกสักเล็กน้อย คุณก็อาจจะสืบค้นได้แม้กระทั่งคำที่ไม่คุ้นเคยมาก่อนเลยก็เป็นได้&lt;/p&gt;      &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-5205165788940824741?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/5205165788940824741/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=5205165788940824741' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/5205165788940824741'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/5205165788940824741'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack16.html' title='HACK#16 การใช้ดิกชันนารี่ออนไลน์'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-5204726211912605141</id><published>2007-03-05T15:11:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T15:11:54.490+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack15'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='keyword'/><title type='text'>HACK#15 การตรวจสอบคำผิด</title><content type='html'>&lt;span style=""&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;ในบางครั้ง Google จะ “แก้ไข” คีย์เวิร์ดคำค้นหาที่เห็นว่ามีการสะกดผิดพลาดให้คุณเสียใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;หากคุณเคยใช้ Search Engine ตัวอื่นๆ ในการท่องอินเทอร์เน็ตมาบ้างแล้ว คุณอาจเคยมีประสบการณ์กับ “กา&lt;span style=""&gt;รตรวจสอบคำผิดแบบผิดๆ&lt;/span&gt;” บ้างในบางครั้ง เมื่อคุณสะกดคำที่ถูกต้องแล้ว แต่ Search Engine ตัวนั้นกลับไปแก้ไขให้คุณใหม่ จนกลายเป็นคำประหลาดขึ้นมา (เช่น คุณระบุว่า “Elvis Presley” แต่ Search Engine กลับแก้ใหม่เป็น “Elvis Parsley”) ทว่า Google สามารถแก้ไขได้ชาญฉลาดกว่านั้น  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;เมื่อ Google คิดว่ามันสามารถที่จะสะกดคำหรือวลีในการค้นหาได้ดีกว่าของคุณ มันจะแนะนำให้คุณได้ทราบถึงคำที่ “ดีกว่า” นั้น และสร้าง Web Link โดยตรงมาที่ตัวคำสั่ง ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการสืบค้นคำว่า hydrocephelus กรณีนี้ Google ก็จะแนะนำว่าคำที่คุณควรสืบค้นน่าจะเป็นคำว่า hydrocephalus มากกว่า นอกเหนือจากคำแนะนำดังกล่าวแล้ว&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Google จะทึกทักเอาเองว่าคุณย่อมรู้ภาษาของคุณดีกว่า และให้ผลลัพธ์การสืบค้นของคำที่คุณต้องการทุกๆครั้งไป (แม้ว่าจะผิด) หากคำนั้นสามารถหาผลการสืบค้นได้&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;แต่หากว่าคุณไม่ได้ผลลัพธ์อะไรเลย จากคำค้นหาที่คุณระบุเอาไว้ และ Google เชื่อว่าสามารถสะกดคำได้ถูกต้องกว่าคุณ มันจะทำการสืบค้นใหม่โดยใช้คำที่ได้แนะนำเอาไว้ ดังนั้น หากการสืบค้นคำว่า hydracefallus ไม่เป็นผล&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Google จะไปสืบค้นคำว่า hydrocephalus มาให้แทน&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;โปรดจำไว้ว่า&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Google จะไม่เสนอคำแนะนำโดยพลการ แต่จะสร้างคำแนะนำขึ้นจากฐานข้อมูลของคำและวลีที่พบขณะจัดทำอินเด็กซ์เว็บไซต์ หากคุณระบุคำที่ไม่มีความหมายอะไรลงไป เช่น qarafghafdghasdg นอกจากคุณจะไม่ได้ผลลัพธ์แล้ว คุณยังจะไม่ได้คำแนะนำอะไรเลย ดังแสดงในภาพ 1-10&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReB95AfgvJI/AAAAAAAAAQE/0L0box_72Pg/s1600-h/1-10.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://3.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReB95AfgvJI/AAAAAAAAAQE/0L0box_72Pg/s400/1-10.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5035162801738398866" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;  &lt;/p&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-align: center;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ภาพที่ 1-10 การสืบค้นที่ไม่ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการสะกดคำใดๆเลย&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;  &lt;/div&gt;&lt;ul style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=""&gt;Tip : นี่คือผลพลอยได้จากการตรวจสอบคำผิด และเป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็วในการตรวจหาความถี่ของการสะกดผิด เมื่อคุณระบุตัวสะกดแบบหนึ่งให้จดจำนวนผลลัพธ์ที่ได้เอาไว้ จากนั้นลองคลิกที่คำซึ่งเป็นคำแนะนำจาก Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;และจดจำนวนผลลัพธ์เอาไว้เพื่อเปรียบเทียบกัน คุณจะประหลาดใจว่าบางครั้งจำนวนผลลัพธ์ที่ได้ จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงคำหรือวลีที่สะกดผิดได้อย่างค่อนข้างจะแม่นยำ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ผลพลอยได้ของการสะกดคำผิด&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;จงอย่ายอมพลาดสิ่งดีๆ ด้วยการละเลยคำที่ Google เสนอมาให้ใหม่จากการสะกดคำผิดของคุณ โดยเฉพาะคำที่เป็นชื่อเฉพาะ ผู้เขียนเองเป็นแฟนการ์ตูนของนักวาดการ์ตูนชื่อดัง บิล มาลดิน (Bill Mauldin) มาหลายปีแล้ว แต่มักจะสะกดชื่อของเขาผิดเป็น “Bill Maudlin” อยู่เสมอ และจากผลการสืบค้นจาก Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ทำให้ทราบว่าผู้เขียนไม่ใช่ผู้เดียวที่มีปัญหานี้ แต่ก็ไม่มีกฎหมายข้อใดที่บ่งบอกว่า ทุก Web Page จะต้องมีการตรวจสอบคำผิด ก่อนที่จะนำมาออนไลน์ ดังนั้นการดูที่ผลการสืบค้นแม้ในกรณีที่สะกดผิด ก็อาจจะทำให้คุณได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;  &lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คุณสามารถทดลองดูได้ด้วยการลองค้นหาคำที่สะกดผิดๆ สองคำที่อยู่ในศัพท์หมวดเดียวกัน เช่น ventriculostomy hydrocephalis จากนั้นดูว่าผลลัพธ์ที่คุณได้จากข้อมูลที่คุณได้รับนั้น มีการแยกแยะประเภทการออนไลน์ของคำเหล่านี้หรือไม่&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ในขณะที่จัดทำหนังสือเล่มนี้ เราได้สืบค้นหาคำว่า ventriculostomy hydrocephalis และได้ผลลัพธ์เพียงสองรายการ ซึ่งทั้งสองรายการมาจากสมุดเยี่ยมของหน่วยงาน Development (Pediatric) Neurosurgery แห่ง Massachusetts Ceneral Hospital / Harvard University และเนื้อหาใน Web Page นี้ก็มาจากคนที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับปัญหาเกี่ยวกับการศัลยกรรมของระบบเส้นประสาท ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ยังไม่มีกฎหมายใดๆที่กำหนดว่า เนื้อหาที่อยู่ใน Web Page ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาที่ไม่เป็นทางการ เช่น เนื้อหาจากสมุดเยี่ยมนั้นจะต้องมีการตรวจสอบการสะกดคำให้ถูกต้องเสียก่อน&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;จงใช้การสืบค้นแบบนี้ให้เป็นประโยชน์ถ้าทำได้ ในฐานะนักแสวงหาข้อมูล เมื่อคุณค้นหาข้อมูลที่ไม่เป็นทางการเกี่ยวกับการเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บ เนื้อหาที่คุณต้องการนั้นอาจมีการสะกดคำผิดค่อนข้างบ่อยกว่าคำในหมวดอื่นๆ ในทางตรงกันข้ามเมื่อคุณค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโยลีชั้นสูงหรือข้อมูลอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การเลือกไม่ใช่ Filter ที่ช่วยสะกดคำผิด จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูลที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่คุณต้องการได้มากกว่า&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-5204726211912605141?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/5204726211912605141/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=5204726211912605141' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/5204726211912605141'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/5204726211912605141'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack15.html' title='HACK#15 การตรวจสอบคำผิด'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/ReB95AfgvJI/AAAAAAAAAQE/0L0box_72Pg/s72-c/1-10.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-2073920565171657590</id><published>2007-03-05T15:09:00.001+07:00</published><updated>2007-03-05T15:09:31.023+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack03'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Google Index'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='keyword'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Google API'/><title type='text'>HACK#3 วิเคราะห์ผลลัพธ์ที่ได้จากการสืบค้น</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การอ่านและวิเคราะห์รายการผลลัพธ์ที่ได้จากการสืบค้นแบบเจาะลึก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณอาจจะคิดว่าผลลัพธ์ของการสืบค้นหรือการค้นหาที่ได้ คงจะอยู่ในรูปแบบที่ตรงไปตรงมา และอ่านได้ไม่ยากเท่าไหร่ เพราะมีเพียงชื่อของ Web Page และ Web Link ที่จะนำคุณไปยังหน้านั้น หรือไม่ก็อาจมีแค่เพียงรายการสรุปสั้นๆเท่านั้น แต่มันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป โดยเฉพาะสำหรับ Google ด้วยแล้ว เนื่องจาก Google เองมีคุณสมบัติที่จะให้เลือกสืบค้นได้หลากหลายวิธี ส่งผลให้มีข้อมูลจำนวนมากมายหลายแบบที่ส่งกลับให้เรา ซึ่งจากเพียงแค่การสืบค้นแบบปกติทั่วไป คุณก็อาจจะได้ Web Link ที่เป็นลิงก์ของสปอนเซอร์ Web Link โฆษณา Web Link ที่ให้ข้อมูลราคาหุ้น ขนาดของ Web Page หน้านั้นๆ คำแนะนำในการสะกดคำ และอื่นๆอีกมากมายจนเกินพอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากคุณมีความสามารถในการอ่านรายละเอียดเหล่านี้ได้ คุณก็สามารถที่จะคาดเดาหรือวิเคราะห์บางสิ่งบางอย่างจากรายการผลลัพธ์ได้ เช่น คุณเห็น Web Page หน้าหนึ่งที่ลิงก์มาหาคุณนั้นมีขนาดใหญ่มาก แสดงว่าอาจจะเป็น Web Page ที่แสดงรายชื่อของ Web Link ต่างๆจำนวนมากก็ได้ รวมถึงใช้ความสามารถดังกล่าวในการขจัดปัญหาบางอย่างออกไปได้ เช่น หากคุณไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการใน Web Page หน้านี้ คุณน่าจะตรวจสอบดูเวอร์ชั่นของ Cache ที่ Google ได้สำรองเก็บไว้ ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณมีความเข้าใจว่ามาตรฐานของผลลัพธ์ที่จะได้จาก Google นั้นควรจะเป็นอย่างไร คุณก็จะใช้ประโยชน์จาก Google มากยิ่งขึ้นได้ โดยผ่าน Google API (Google Application Programmimg Interface) ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมโยงไปยัง Google Index ด้วยการใช้โปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยเฉพาะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อไปเราจะใช้คำว่า "flowers" เป็นตัวอย่าง เพื่อที่จะวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการสืบค้นด้วย keyword คำนี้กันดูอย่างละเอียด โดยคุณจะเห็นผลการสืบค้นของคำนี้ในภาพที่ 1-2&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนอื่น โปรดสังเกตว่าที่ด้านบนของ Web Page หน้านี้จะมีแท็บให้เลือกอยู่หลายแท็บ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถทำการสืบค้นซ้ำไปซ้ำมาสลับกับการสืบค้นแบบอื่นๆได้ รวมไปถึงการใช้คุณสมบัติ Google Groups (Hack #30), Google Image (Hack #31) และ Google Directory นอกจากนี้แล้วในบริเวณระนาบที่ใกล้เคียงกัน คุณจะเห็นจำนวนผลลัพธ์ที่ได้ และจำนวนเวลาที่ใช้ในการสืบค้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบางครั้งคุณจะเห็นผลลัพธ์หรือชื่อเว็บไซต์ ซึ่งเด่นออกมาด้วยสีของพื้นหลังที่ต่างจากพื้นหลังปกติ โดยมักอยู่ในส่วนมุมขวาบนของ Web Page หน้าที่แสดงผลลัพธ์นั้นๆ นี่คือส่วนที่เป็น " Web Link จากสปอนเซอร์" (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการโฆษณานั่นเอง) แต่ Google ก็มีนโยบายที่ชัดเจนในการโฆษณา และจะยอมรับเฉพาะการโฆษณาด้วยตัวอักษรเท่านั้น แทนที่จะเป็นการใช้แบนเนอร์ที่หวือหวาเหมือนเว็บไซต์อื่นๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใต้ Web Link ของสปอนเซอร์ในบางครั้งคุณจะเห็นรายการของประเภท (category) ซึ่งแยกแยะคำที่คุณค้นหาออกเป็นกลุ่มย่อยๆอีกทีหนึ่ง เช่นในกรณีของ flower คุณจะเห็นว่ามีการแบ่งย่อยออกเป็น Shopping à Flowers à Wire Services คุณจะเห็นการแยกประเภทของคำเช่นนี้จากคำที่เป็นคำพื้นๆและเป็นคำโดด ยกตัวอย่างเช่น หากคุณหาคำว่า pinwheel flowers แล้วล่ะก็ Google จะไม่แบ่งย่อยประเภทให้กับคำว่า flowers ในกรณีนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RcuEBwfgujI/AAAAAAAAAIs/2DS2nyVr4BU/s1600-h/flowers.bmp"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://1.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RcuEBwfgujI/AAAAAAAAAIs/2DS2nyVr4BU/s400/flowers.bmp" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5029258574621096498" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ภาพที่ 1-2 ผลจากการสืบค้นคำว่า "flowers"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;เหตุที่คุณได้ผลลัพธ์ที่แบ่งประเภทของคำด้วย ก็เพราะ Google เป็นการค้นหาแบบ full-text search และได้มีการนำข้อมูลจากส่วนที่เป็น Open Directory Project (&lt;a href="http://www.dmoz.org/"&gt;http://www.dmoz.org/&lt;/a&gt;) เพื่อนำมารวมกับการจัดอันดับ Web Page ของตนเพื่อที่จะจัดทำเป็น Directory ของ Google เอง ซึ่งผลลัพธ์รายการแรกที่ได้ (ซึ่งไม่ใช่ Web Link ของสปอนเซอร์) ของคำว่า "flowers" แสดงไว้แล้วในภาพที่ 1-3&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RcuEWQfgukI/AAAAAAAAAI0/Vj42xSLvg6w/s1600-h/flowers2.bmp"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 430px; height: 69px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RcuEWQfgukI/AAAAAAAAAI0/Vj42xSLvg6w/s400/flowers2.bmp" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5029258926808414786" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ภาพที่ 1-3 ผลลัพธ์รายการแรก (ซึ่งไม่ใช่ Web Link ของสปอนเซอร์) ของคำว่า "flowers"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราลองมาวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้อย่างละเอียดดังนี้บรรทัดบนสุดของผลลัพธ์ที่ได้คือชื่อของ Web Page ซึ่งอยู่ในรูปของ Web Link ที่ลิงก์ไปยัง Web Page หน้าดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรทัดที่สองเป็นข้อมูลย่อๆของเว็บไซต์ ในบางครั้งก็จะเป็นคำอธิบายเป็นคำๆหรือเป็นประโยค บางครั้งก็จะเป็นรายละเอียดของ HTML และบางครั้งก็จะเป็นคำแนะนำบางสิ่งบางอย่าง เป็นต้น แต่ Google มักจะใช้คำอธิบายจาก Meta Tag (ถ้ามี) แทนที่จะใช้จากส่วนที่เป็น Navigation ดังนั้นจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยว่า เมื่อคุณดูผลลัพธ์จาก Google แล้ว คุณจะไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกับอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรทัดต่อไปจะให้ข้อมูลที่ขยายความเพิ่มเติม นับตั้งแต่ URL และขนาดของ Web Page หน้านี้ (Google จะแสดงเฉพาะขนาดของ Web Page ที่ได้ cache เอาไว้แล้วเท่านั้น) และจะแสดง Web Link ที่สามารถคลิกไปยังข้อมูลที่ทาง Google ได้ cache เอาไว้ด้วย ส่วนสุดท้ายคือ Web Link ที่จะพาคุณไปยัง Web Page หน้าที่มีเนื้อหาคล้ายกันหรือใกล้เคียงกัน (Similar Page) กับหน้านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;วิเคราะห์ข้อมูลจากผลลัพธ์ของ Google แล้วได้อะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เพราะเหตุใดคุณจึงต้องวิเคราะห์ข้อมูลจากผลลัพธ์ของ Google แทนที่จะคลิก Web Link เหล่านั้นเพื่อเข้าไปที่เว็บไซต์และดูผลลัพธ์ที่ได้เสียเลย คำตอบง่ายๆก็คือถ้าคุณมีการเชื่อมโยงด้วยบรอดแบนด์ (อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง) ได้ตลอดเวลาแล้วละก็ คุณก็อาจไม่ต้องเดือดร้อนที่จะวิเคราะห์ข้อมูลในส่วนนี้ เพราะสามารถเข้าไปดูได้ทีละหน้าๆ แต่ถ้าคุณมีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตที่ความเร็วไม่สูงนัก และมีเวลาจำกัดในการหาข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลส่วนนี้ ก็น่าจะมีประโยชน์สำหรับคุณบ้างพอสมควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนอื่นลองดูที่ข้อมูลสรุปของ Web Page  (page summary)  ว่า keyword ที่เราใช้นั้นปรากฏอยู่ที่ส่วนใดบ้าง  เช่นตรงกลางของชื่อเว็บไซต์หรือไม่  ซึ่งมันอาจช่วยให้คุณได้พบว่าเนื้อหาที่ปรากฏนั้นไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการค้นหา&lt;br /&gt;หากมีข้อมูลของขนาด Web Page อยู่ด้วย ลองดูว่ามันมีขนาดใหญ่หรือไม่   ถ้าใช่มันอาจเป็น Web Page ที่แสดงรายการของ Web Link จำนวนมากก็ได้   หากมีขนาดเพียง 1K หรือ 2K ก็เป็นไปได้ว่ามันน้อยเกินไปที่คุณจะได้รายละเอียดของข้อมูลที่ต้องการ ถ้าคุณต้องการผลลัพธ์ที่มีจำนวน Web Link มากๆ (ดู &lt;a href="http://hack1-google.blogspot.com/search/label/Hack21"&gt;Hack #21&lt;/a&gt; เพิ่ม)  ก็ให้ดูที่ขนาด 20K ขึ้นไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-2073920565171657590?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/2073920565171657590/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=2073920565171657590' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/2073920565171657590'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/2073920565171657590'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack3.html' title='HACK#3 วิเคราะห์ผลลัพธ์ที่ได้จากการสืบค้น'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RcuEBwfgujI/AAAAAAAAAIs/2DS2nyVr4BU/s72-c/flowers.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-4053966606485389926</id><published>2007-03-05T15:09:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T15:09:11.919+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack12'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Julian Date'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='daterange'/><title type='text'>HACK#12 ความเข้าใจเกี่ยวกับ Julian Date</title><content type='html'>เข้าใจและรู้จักวิธีใช้ Julian Dates กันให้มากขึ้นอีกนิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาพูดกันว่าการสืบค้นด้วยวันที่นั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่การสืบค้นด้วย Julian date นี่สิ แสนจะน่ารำคาญ!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆแล้ว Julian Date คือจำนวนวันที่ผ่านไปนับจากวันที่  1 มกราคม 4713 ปีก่อนคริสต์กาล (BC) มาจนถึงปัจจุบัน ต่างจาก Gregorian Date ซึ่งนับวันใหม่หลังเที่ยงคืน แต่ Julian Date จะเริ่มนับจากเที่ยงวัน ซึ่งทำให้เป็นประโยชน์ต่อนักดาราศาสตร์ทั้งหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Julian Date เป็นวันที่ที่เป็นตัวเลขชุดหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ถูกแบ่งออกเป็นเดือน วัน และปีแต่อย่างใด cและแม้จะเป็นปัญหายุ่งยากสำหรับมนุษย์อย่างเราๆท่านๆ แต่ก็เป็นตัวเลขที่เป็นประโยชน์สำหรับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างยิ่ง เพราะการเปลี่ยนแปลงวันที่นั้นสามารถทำได้ง่ายกว่า ด้วยการเอาเลขอีกจำนวนหนึ่งมาบวกหรือลบกัน โดยไม่ต้องพะวงกับการเปลี่ยนเดือน และเปลี่ยนปีให้ยุ่งยาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การใช้ซินแท็กซ์พิเศษ daterange: ในภาษา Perl คุณจะต้องแปลงวันเวลาปัจจุบันในคอมพิวเตอร์ให้เป็น Julian Date ก่อน คุณสามารถที่จะใช้โมดูล Time::JulianDay ซึ่งมีมากมายหลายวิธีที่จะแปลงวันที่ปัจจุบันให้อยู่ในรูปแบบของ Julian Date ได้ นอกจากนี้คุณสามารถดาวน์โหลดโมดูลต่างๆ และหาข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆได้ที่เว็บไซต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://search.cpan.org/search?query=Time%3A%3AJulianDay"&gt;http://search.cpan.org/search?query=Time%3A%3AJulianDay&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณจะพบว่ามีการกล่าวถึงการใช้ Julian Date และการสืบค้นด้วยการระบุช่วงเวลาทั่วไปในหนังสือเล่มนี้ คุณอาจเริ่มด้วยการเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้งานซินแท็กซ์ที่ระบุช่วงเวลา (&lt;a href="http://hack1-google.blogspot.com/search/label/Hack11"&gt;Hack #11&lt;/a&gt;) และเรียนรู้การสืบค้นสิ่งที่คุณต้องการด้วยการสร้างแบบฟอร์มการสืบค้นด้วยตนเอง (Hack #42) และการสืบค้นตามช่วงเวลาด้วยแอพพลิเคชั่นของผู้ใช้ ( Hack #60)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-4053966606485389926?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/4053966606485389926/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=4053966606485389926' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/4053966606485389926'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/4053966606485389926'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack12-julian-date.html' title='HACK#12 ความเข้าใจเกี่ยวกับ Julian Date'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-6920680934645930577</id><published>2007-03-05T15:07:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T15:07:15.842+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Wildcard'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack05'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='keyword'/><title type='text'>HACK#5 การค้นหาใน Google จะจำกัดคำที่ใช้ได้เพียงไม่เกิน 10 คำเท่านั้น</title><content type='html'>&lt;strong&gt;ทางออกที่ชาญฉลาดในการจัดการกับข้อจำกัดในเรื่อง keyword ที่มีได้ไม่เกิน 10 คำในการค้นหาแต่ละครั้ง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากคุณไม่ได้ชอบการใช้คำสั่งยาวๆ ที่ประกอบไปด้วย keyword จำนวนมากมายจนยาวเป็นหางว่างอยู่แล้วละก็ คุณอาจจะไม่ทันได้สังเกตหรือพบว่า Google มีข้อจำกัดให้คุณใช้ keyword รวมกันได้ไม่เกิน 10 คำเท่านั้น ซึ่งในที่นี้รวมถึง keyword ที่ใช้ในการค้นหาและซินแท็กซ์ทุกตัวรวมกันด้วย โดย Google จะไม่สนใจคำส่วนเกินหากคุณใช้คำมากกว่าไปกว่านี้ แม้ว่าข้อจำกัดนี้จะไม่มีผลกับผู้ที่ใช้งาน Google ส่วนใหญ่ก็ตาม แต่ผู้ที่หลงใหลการสืบค้นเป็นชีวิตจิตใจ อาจจะรู้สึกว่าถูกจำกัดการใช้งานไปสักหน่อยก็เป็นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วเราจะทำอย่างไรดี?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;การตัดคำที่คลุมเครือออกไป&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การจำกัดคำสั่งของคุณด้วยการใช้ keyword หรือวลีเพียงไม่กี่คำ อาจส่งผลให้คำปริศนาของคุณคลุมเครือมากขึ้น เพราะคุณอาจจะยังไม่ได้เลือก keyword ที่ดีพอสำหรับการค้นหาครั้งนี้ ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจจะสนใจวลีท่อนหนึ่งในบทละครเรื่องแฮมเล็ท (Hamlet) ที่ว่า “The lady doth protest too much, methinks” ในการค้นหาครั้งแรกคุณอาจจะใส่ข้อความทั้งหมดลงไปเป็น keyword ค้นหาเลย แต่เพียงเท่านั้นก็นับได้เป็น 7 คำแล้ว คุณเกือบจะมีที่เหลือไม่พอที่จะใส่คำเพิ่มเติม รวมถึงซินแท็กซ์พิเศษอื่นๆลงไปอีกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ทว่าการเลือกใช้คำพื้นๆอย่างเช่น “The lady” นั้นก็เรียบง่ายเกินไปหรือเปล่า ถ้าตัดมันออกไปได้ คุณก็จะมี keyword อีก 5 คำในประโยคนี้ คือ “doth protest too much, methinks” ซึ่งทั้งคำว่า “methinks” และ “doth” ต่างก็เป็นคำที่ไม่คุ้นหูเอาเสียเลย แม้ว่าจะเป็น keyword ที่ดีสำหรับบทกวีของเช็คสเปียร์ก็ตามที แต่ผลลัพธ์อาจจะแคบจนเกินไปก็เป็นได้ ดังนั้นเราน่าจะเลือกใช้เพียงคำใดคำหนึ่งในสองคำดังกล่าวก่อนก็พอ วิธีนี้จะทำให้เราตัดคำลงไปได้อีก กระทั่งเหลือคำเพียง 4 คำเท่านั้น คือ&lt;br /&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;“protest too much, methinks” หรือ&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;“doth protest too much” อย่างใดอย่างหนึ่ง&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;การเลือกใช้วลีใดวลีหนึ่งข้างต้น จะช่วยให้คุณสามารถสืบค้นถึงที่มาของวลีนั้นๆได้ และได้รับข้อมูลเพิ่มเติมมากขึ้น จากการตรวจสอบที่ผลลัพธ์ที่อยู่ในอันดับต้นๆของรายการผลลัพธ์ &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;แม้กระนั้นก็ดี ก็เป็นที่น่าเสียดายที่เทคนิคนี้ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก ในกรณีของประโยคที่ว่า “Do as I say not as I do” ซึ่งการใช้วิธีการตัดคำข้างต้นจะไม่ช่วยอะไรได้สักเท่าไหร่นัก ดังนั้นจึงควรเพิ่มความชัดเจนเข้าไปอีกหน่อย โดยการใส่คำนิยามบางอย่างเพื่ออธิบายถึงสิ่งที่เราต้องการ เช่นเพิ่มวลีว่า “quote origin english usage” เข้าไปเพื่อกำหนดนิยามของสิ่งที่เราค้นหาอยู่ และด้วยวิธีนี้คุณก็จะปลอดจากข้อจำกัดในการใช้คำเพียงสิบคำได้ในระดับหนึ่ง &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;การใช้ลูกเล่นของ Wildcard&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;การใช้เครื่องหมาย wildcard ใน Google สามารถช่วยคุณได้ไม่น้อยเลย (ดู &lt;a href="http://hack1-google.blogspot.com/search/label/Hack13"&gt;Hack #13&lt;/a&gt;) เพราะ Google ไม่ได้นับเครื่องหมายนี้เป็นหนึ่งในสิบของคำที่ถูกจำกัดเอาไว้ ดังนั้นหากคุณมี keyword มากกว่า 10 คำขึ้นไป คุณสามารถใช้เครื่องหมายนี้แทนคำพื้นๆทั่วไปได้ เช่น &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;br /&gt;“do as * say not as * do” quote origin English usage &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;br /&gt;จากนั้น Google ก็จะทำการสืบค้นให้คุณแต่โดยดี และคราวนี้คุณอาจจะได้ผลลัพธ์ดีๆที่ต้องการก็ได้&lt;/div&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 153);"&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;Tip&lt;/span&gt; คำสามัญทั่วไป เช่น “I” หรือ “a” หรือ “the” รวมถึง “of” มักจะใช้ไม่ได้ผลอยู่แล้ว โดยมักจะถูก Ignore จากระบบ หากคุณต้องการให้ Google นำคำนี้ไปใช้สืบค้นด้วย คุณจะต้องใส่เครื่องหมาย + เอาไว้หน้าคำเหล่านี้ เช่น +the เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-6920680934645930577?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/6920680934645930577/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=6920680934645930577' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/6920680934645930577'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/6920680934645930577'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack5-google-10.html' title='HACK#5 การค้นหาใน Google จะจำกัดคำที่ใช้ได้เพียงไม่เกิน 10 คำเท่านั้น'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-2316848539824718201</id><published>2007-03-05T14:03:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T14:03:20.075+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack11'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Gregorian Date'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Julian Date'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Date-Range'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='date'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='daterange'/><title type='text'>HACK#11 การสืบค้นด้วยการระบุช่วงเวลา (Date-Range Searching)</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;คุณสมบัติการสืบค้นที่ทรงอานุภาพของ Google และ Google API ก็คือ สามารถสืบค้นได้ด้วยการกำหนดช่วงเวลาที่ข้อมูลนั้นถูกจัดทำอินเด็กซ์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ก่อนที่เราจะลงไปถึงรายละเอียดในส่วนนี้ ขอให้คุณทำความเข้าใจเสียก่อน ในประการแรกคือ การสืบค้นโดยกำหนดช่วงเวลานั้น “ช่วงเวลา” ในที่นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวันที่ที่ข้อมูลนั้นถูกสร้าง (created date) ขึ้นมาทั้งสิ้น แต่มันเป็นเพียงวันที่ที่ Google ได้จัดทำอินเด็กซ์ (indexed date) ของข้อมูลนั้นๆขึ้นมาเท่านั้นเอง ยกตัวอย่างเช่น หากวันที่สร้างข้อมูล คือวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2542 และ Google เพิ่งจะมาจัดทำอินเด็กซ์ข้อมูลนี้ในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 คุณจะสืบค้นข้อมูลนี้ใน Google ได้ โดยระบุ “ช่วงเวลา” เป็นวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 เท่านั้น&lt;/p&gt;อีกประการหนึ่งคือ Google จะจัดทำอินเด็กซ์ใหม่อยู่เสมอๆ ดังนี้ Web Page หน้าหนึ่งๆ อาจมีการถูกจัดทำอินเด็กซ์หลายหน และแต่ละหนก็จะทำให้วันที่ในการจัดทำอินเด็กซ์ (indexed date) เปลี่ยนไปด้วย ดังนั้นจงอย่าคาดหวังว่าช่วงเวลาของข้อมูลที่อยู่ใน Google Index&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;นั้นจะคงที่เสมอไป เพราะเหตุนี้การระบุวันที่ตามหลังซินแท็กซ์อย่าง daterange: จึงต้องเปลี่ยนไปด้วย หาก Web Page หน้าดังกล่าวมีการจัดทำอินเด็กซ์มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ทั้งนี้การที่ Web Page จะถูกจัดทำอินเด็กซ์ใหม่หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อหา Web Page หน้านั้นมีการเปลี่ยงแปลงหรือไม่ด้วย กล่าวคือถ้าหน้านั้นยังคงเดิมทุกอย่าง ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงวันที่ในอินเด็กซ์ (indexed date) ของ Google แต่อย่างใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ประการที่สาม คือ Google ไม่มี “ส่วนเกี่ยวข้อง” กับผลของการสืบค้นด้วยการใช้คำสั่งที่ระบุช่วงเวลา ดังนั้นหากคุณได้รับผลการสืบค้นที่แปลกออกไป คุณก็คงไปโทษการทำงานของคำสั่งเหล่านี้ไม่ได้ แต่ Google มักจะใช้คำสั่งเหล่านี้กับ Web Page ที่ต้องการการสืบค้นขั้นสูงมากกว่า อย่างไรก็ตาม การสืบค้นขั้นสูงก็จะมีข้อจำกัดคือ คุณจะต้องเลือกจากช่องข้อมูลที่ Google มีให้เลือกเท่านั้น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ซึ่งมักจะเป็น สามเดือน หกเดือน หรือหนึ่งปี&lt;/p&gt;    &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;daterange:&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;มูลเหตุที่คุณต้องการสืบค้นด้วย daterange: อาจมีดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;daterange: จะจำกัดการสืบค้นของคุณให้ได้เนื้อหาที่ทันสมัยมากขึ้น เพราะ Google อาจจะสืบค้นไปเจอ Web Page บางหน้าที่ไม่น่าดูชมเข้าโดยบังเอิญ แต่ก็จัดทำอินเด็กซ์เอาไว้เช่นกัน และหลังจากเวลาผ่านไป 2 ปี&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;Web Page ที่ไม่น่าดูชมนี้ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนแปลงหน้าตาไปในทางที่สร้างสรรค์เลย ที่สำคัญมันยังคงปรากฎขึ้นในผลการสืบค้นของคุณอยู่เช่นเดิมถ้าคุณสืบค้นแบบปกติ ดังนั้นการจำกัดการสืบค้นให้ได้ข้อมูลที่ทันสมัยมากขึ้น จะทำให้คุณได้รับผลการสืบค้นที่คุณต้องการโดยที่ได้ข้อมูลทันสมัยที่สุด&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style=""&gt;daterange: จะทำให้คุณได้พบกับเรื่องราวที่ทันเหตุการณ์อยู่เสมอ เช่น ชายคนหนึ่งชื่อนายจอห์น โด ได้ทำลายสถิติโลกในเรื่องการรับประทานฮ๊อทดอก และทันทีทันใดหลังจากนั้นก็ได้รีบรุดเข้าไปช่วยเหลือทารกที่ติดอยู่ในตึกที่กำลังถูกเพลิงไหม้ หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้นผลการสืบค้นของ Google ก็จะเต็มไปด้วยข้อมูลเกี่ยวกับนายจอห์น โด ผู้นี้ หากคุณกำลังสืบค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ จอห์น โด (คนอื่น) หรือเด็กทารก หรือตึกถูกเพลิงไหม้ ก็คงยากที่จะหลีกหนีข้อมูลเกี่ยวกับจอห์น โด คนนี้ได้ อย่างไรก็ตาม คุณยังสามารถที่จะกันจอห์น โด ผู้นี้ออกไปจากผลการค้นหาได้ ด้วยการกำหนดช่วงเวลาของอินเด็กซ์ข้อมูล &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;ให้อยู่ในช่วงก่อนที่การแข่งขันรับประทานฮ็อทดอกจะเกิดขึ้น วิธีนี้จะใช้ได้ดีกับการหลีกเลี่ยงเรื่องราวที่ตกเป็นข่าวอย่างหนาหูไปทั่วในสื่อทุกแขนง เช่น คดีฆาตกรรมหฤโหดหรือข่าวเกี่ยวกับไฟป่าที่กำลังลุกลาม หรือข่าวสำคัญระดับชาติ เช่น ข่าวการเลือกตั้งและข่าวกีฬาโอลิมปิก เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;daterange: ทำให้คุณสามารถเปรียบเทียบผลการสืบค้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งได้ เช่น คุณต้องการที่จะสืบค้นเพื่อหาจำนวนผลลัพธ์ของคำว่า “MAC OS X” และ “Window XP” ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่แน่นอนว่า จำนวนผลลัพธ์ที่ได้ย่อมไม่ถูกต้องเสมอไปนัก เพราะวันที่ของการจัดทำอินเด็กซ์เองก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆเช่นกัน แต่โดยทั่วไปแล้ว มันก็ทำงานได้ดีพอในระดับที่จะทำให้คุณมองเห็นแนวโน้มของข้อมูลได้ โดยมีรูปแบบการใช้ง่ายๆ ดังนี้  &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;daterange:startdate-enddate&lt;/p&gt;    &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;โดยมีข้อแม้ก็คือ วันที่นั้นจำเป็นจะต้องเขียนในรูปแบบ Julian Date ซึ่งเป็นวันที่นับต่อเนื่องกันไปในแต่ละปี นับตั้งแต่เวลาเที่ยงวันของวันที่ 1 มกราคม 4713 ปีก่อนคริสต์กาล ดังนั้น Julian Date ของวันที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ.2002 คือ 2452463.5 และ Julian Date ของวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ. 1968 คือ 2439998.5 นอกจากนี้ Google ยังไม่รับค่าวันที่ที่เป็นจุดทศนิยมเพื่อใช้กับ daterange: อีกด้วย เราจึงใช้ได้เฉพาะจำนวนเต็มอย่างเช่น 2452463 หรือ 2452464 เท่านั้น (ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากจะปัดเศษทศนิยมขึ้นหรือปัดเศษลง)&lt;/p&gt;  &lt;ul style="color: rgb(0, 0, 153);"&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-weight: bold; color: rgb(51, 51, 255);"&gt;Tip&lt;/span&gt; &lt;span style=""&gt;คุณสามารถที่จะแปลงวันที่ตามปฏิทินให้เป็น Julian Date ในขณะที่ออนไลน์ได้จากหลายแห่ง เราได้ค้นพบเว็บไซต์ดีๆ ที่จะช่วยคุณในเรื่องนี้ได้หลายที่ เช่น เว็บไซต์ของ U.S Naval Observatory Astronomical Applications Department (&lt;a href="http://aa.usno.navy.mil/data/docs/JulianDate.html"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://aa.usno.navy.mil/data/docs/JulianDate.html&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;) โดยเว็บไซต์นี้จะสามารถแปลงวันที่จาก Julian Date ไปเป็น Gregorian Date หรือจะแปลงกลับมาอย่างเดิมก็ย่อมได้&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;หรือคุณอาจจะสืบค้นเอาเองใน Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;โดยระบุคำว่า Julian Date (&lt;a href="http://www.google.com/search?hl=en&amp;lr=&amp;amp;ie=ISO-8859-1&amp;q=julian+date"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://www. Google .com/search?hl=en&amp;amp;lr=&amp;ie=ISO-8859-1&lt;/span&gt;&amp;amp;q=julian+date&lt;/a&gt;) ก็ได้เช่นกัน&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;คุณสามารถที่&lt;span class="BodyTextChar"&gt;&lt;span style="font-size:16;"&gt;ี่&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;จะใช้ซินแท็กซ์อย่าง daterange: ร่วมกับซินแท็กซ์อื่นๆใน Google ได้เป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นตัวเดียวคือ link: ซึ่งไม่สามารถใช้ร่วมกับซินแท็กซ์ตัวอื่นๆได้ (Hack #8) รวมทั้ง Special Collections ในบทที่ 2 (เช่น stock: และ phonebook:) ด้วยเช่นกัน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;  &lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;daterange: ทำงานได้ดีในการจำกัดผลการค้นหาของคุณให้แคบลง ตัวอย่างเช่น หนึ่งในสาวสวยแห่งวง Spice Girls ที่ชื่อ Geri Halliwell ออกจากวงไปประมาณวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 หากคุณต้องการที่จะได้ข้อมูลที่ได้เก็บสำรองเอาไว้มากๆ คุณอาจจะลองระบุช่วงระยะเวลาให้ครอบเวลาดังกล่าวสัก 10 วัน เช่น ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ถึงวันที่ 4 มิถุนายน ซึ่งรูปแบบคำสั่งจะเป็นดังนี้คือ&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;“Geri Halliwell”&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;“Spice Girls” daterange:2450958-2450968 &lt;/p&gt;    &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;ด้วยคำสั่งนี้ คุณจะได้ผลการสืบค้นประมาณ 15 รายการ ซึ่งรวมไปถึงข่าวคราวมากมายเกี่ยวกับการแยกวง หากคุณต้องการข้อมูลที่ไม่เป็นทางการนัก คุณอาจลองพิมพ์คำว่า Geri หรือ Ginger Spice แทนชื่อเต็มของ Geri Halliwell ดูก็ได้ นี่เป็นเพียงตัวอย่างสนุกๆให้คุณพอเข้าใจ หากมีเหตุการณ์ใดๆ ที่คุณสามารถจะแบ่งออกเป็นวันที่ก่อนเหตุการณ์และวันที่หลังเหตุการณ์ของเหตุการณ์สำคัญ วันเสียชีวิต หรือวันที่เกิดเหตุการณ์วิกฤตต่างๆ คุณสามารถที่จะระบุลงในการสืบค้นด้วย daterange: ได้ นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้วันที่ที่สำคัญเป็นพิเศษของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อเปลี่ยนผลการสืบค้นให้กว้างขึ้น ยกตัวอย่างเช่น อดีตผู้บริหารสูงสุดของบริษัท Imclone ชื่อ Sam Waskal ถูกจับกุมตัวในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2545 คุณอาจจะไม่ต้องไปสืบค้นจากชื่อ Sam Waskal เพื่อผลการสืบค้นที่เฉพาะเจาะจงมากนัก คุณอาจจะเลือกใช้คำสั่งว่า&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;imclone daterange:2452439-2452439&lt;/p&gt;    &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;br /&gt;การสืบค้นด้วยคำว่า imclone ในช่วงก่อนวันที่ 2452439 นั้นจะทำให้คุณได้ผลการสืบค้นที่แตกต่างออกไปอย่างมาก ในฐานะที่เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ ลองเปลี่ยนการสืบค้นให้แสดงผลการค้นหาเป็นวันที่ Sam Warkal ถูกจับกุมดูบ้าง ด้วยการระบุช่วงวันที่ก่อนวันที่เขาจะถูกจับจริงๆ สักสองสามวันดังนี้&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;imclone investigated daterange:2452000-2452435&lt;/p&gt;    &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;br /&gt;วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่จะสืบค้นข้อมูล หรือวิเคราะห์เหตุการณ์ในช่วงก่อนวันที่เกิดเหตุการณ์ ซึ่งเป็นที่มาของการสืบค้น เพราะจะช่วยปูพื้นฐานที่จะอธิบายถึงเหตุการณ์สืบค้นอีกทีหนึ่ง (โดยปกติแล้วข้อมูลเหล่านี้มักจะถูกกล่าวถึงในเนื้อข่าวอยู่แล้ว นอกเสียจากว่าคุณจะสืบค้นด้วยการกำหนดช่วงวันที่ของข้อมูล)&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;การสืบค้นด้วยวันที่ที่ข้อมูลถูกสร้างขึ้นมา&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;การค้นหาบทความต่างๆ โดยอาศัยวันที่ที่ข้อมูลถูกสร้างขึ้นมานั้นออกจะยากสักหน่อย เพราะเราไม่มีรูปแบบวันที่มาตรฐานสำหรับการค้นหาแบบนี้ คนจำนวนมากมักจะไม่ใส่วันที่ให้กับ Web Page ของตน ในบาง Web Page คุณจะไม่เห็นข้อมูลวันที่ปรากฏอยู่ที่ส่วนหัวของ Web Page เลย นอกจากนี้ระบบที่ทำการจัดการเกี่ยวกับเนื้อหาของ Web Page&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;(Content Management Systems) ยังทำให้เราสับสนมากขึ้น ด้วยการไม่ใส่ค่าวันที่ปัจจุบันที่ Web Page หน้านั้นถูกสร้างขึ้นเป็นวันที่ของ Web Page&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ข้อแนะนำสำหรับการสืบค้นโดยใช้วันที่ที่ข้อมูลถูกสร้างขึ้นมา ก็คือการแทรกวันที่ในรูปแบบของวันที่ที่ใช้กันโดยทั่วไปลงในคำสืบค้น เช่น หากคุณต้องการข้อมูลที่เกิดขึ้นนับจากเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา คุณสามารถที่จะแทรกวันที่ลงไปได้ดังนี้&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;(“May*2003” | “May 2003” | 05/03 |&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;05/*/03)&lt;/p&gt;    &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;br /&gt;การระบุคำสั่งเช่นนี้ทำให้คุณใช้คำมากจนเกินสิบคำที่ Google กำหนดเอาไว้ ดังนั้นคุณควรไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน ด้วยการทบทวนดูไปทีละคำๆ หากคำไหนทำให้เกิดผลลัพธ์มากเกินไป ก็พยายามจำกัดการสืบค้นไปที่ Title ของ Web Page หน้านั้นๆแทน&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หากคุณอยากโชคดีค้นปุ๊ปเจอปั๊บ คุณอาจสืบค้นด้วยวันที่แบบเต็มรูปแบบ เช่น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;&lt;st1:date year="2003" day="9" month="5" st="on"&gt;May 9, 2003&lt;/st1:date&gt; เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการจะสืบค้นวันที่ด้วยรูปแบบใด เช่น รูปแบบเดียวดังข้างต้น หรือสืบค้นด้วยรูปแบบที่หลากหลาย เช่น &lt;st1:date year="2003" day="9" month="5" st="on"&gt;9 May 2003&lt;/st1:date&gt;, &lt;st1:date year="2003" day="9" month="5" st="on"&gt;9/5/2003&lt;/st1:date&gt; หรือ 9 May 03 เป็นต้น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;หากแต่การสืบค้นด้วยวันที่แบบเดียวนั้นอาจจำกัดผลการสืบค้นที่ได้จนเกินไป ดังนั้นจึงควรใช้วิธีนี้เป็นวิธีสุดท้าย&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;เมื่อทำการสืบค้นด้วยการระบุช่วงเวลา คุณควรเปิดความคิดให้กว้าง และสืบค้นให้กว้างขึ้นกว่าที่ควร (เพราะการสืบค้นแบบกำหนดช่วงเวลาจะทำให้คุณได้ผลการสืบค้นที่แคบลงอยู่แล้ว) และคุณควรหมั่นสืบค้นไปเรื่อยๆ เพราะการระบุช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ก็จะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมาก แต่คุณก็จะได้รับผลตอบแทนด้วยการได้ผลลัพธ์ที่แคบลงและเน้นไปที่เรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่คุณต้องการจริงๆ&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-2316848539824718201?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/2316848539824718201/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=2316848539824718201' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/2316848539824718201'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/2316848539824718201'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack11-date-range-searching.html' title='HACK#11 การสืบค้นด้วยการระบุช่วงเวลา (Date-Range Searching)'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-4708618045157503309</id><published>2007-03-05T13:56:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T13:56:18.562+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='customized search form'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack10'/><title type='text'>HACK#10 การสร้างแบบฟอร์มการค้นหาใน Google</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;&lt;span&gt;คุณสามารถที่จะสร้างแบบฟอร์มการค้นหาเฉพาะกิจไว้ใช้เป็นการส่วนตัวได้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หากคุณต้องการสืบค้นแบบง่ายด้วยการใช้ Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;คุณก็ไม่ต้องใช้อะไรนอกจากรูปแบบการสืบค้นอย่างง่ายๆที่เป็นมาตรฐาน (จากโฮมเพจของ Google) แต่ถ้าคุณต้องการรูปแบบการค้นหาแบบพิเศษเอาไว้สำหรับใช้เองเป็นประจำ หรือสร้างให้คนอื่นใช้ คุณก็สามารถกำหนดแบบฟอร์มการค้นหาที่เป็นส่วนตัวได้ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdSgLQfgvGI/AAAAAAAAAO8/MZ83w1x0rvs/s1600-h/c1.bmp"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdSgLQfgvGI/AAAAAAAAAO8/MZ83w1x0rvs/s400/c1.bmp" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5031822798945827938" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;นี่คือแบบฟอร์มที่ง่ายๆ แต่มันจะรวบรวมเอาคำสั่งของคุณและส่งตรงไปให้กับ Google โดยไม่เพิ่มเติมคำสั่งอะไรอีก แต่คุณสามารถใส่ตัวแปรบางอย่างที่จะช่วยเปลี่ยนการสืบค้นให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ ซึ่งคุณมีวิธีการอยู่ 2 วิธี คือ ด้วยการซ่อนตัวแปร หรือการเพิ่มอินพุทลงไปในแบบฟอร์ม&lt;/p&gt;    &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ตัวแปรซ่อน (Hidden Variables)&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หากคุณรู้จักวิธีที่จะระบุตัวเลือกของการสืบค้นใน Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;คุณก็สามารถที่จะแทรกตัวนี้ลงไปในแบบฟอร์มการค้นหาด้วยการซ่อนตัวแปร ซึ่งจริงๆแล้วการซ่อนตัวแปรนั้นก็หมายความว่ามันคือแบบฟอร์มการค้นหาที่ผู้ใช้ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้อีก เพราะพวกเขาจะมองไม่เห็นตัวแปรเหล่านี้ นอกเสียจากว่าพวกเขาจะอ่านจากซอร์สโค้ด&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;โดยดูจากการ View Source&lt;/p&gt;&lt;ul style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;&lt;li&gt;Tip &lt;span style=""&gt;ในขณะที่คุณสามารถจะระบุตัวแปรซ่อนไว้ที่ใดก็ได้ระหว่างแท็ก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdShtQfgvHI/AAAAAAAAAPs/1Kec4JyookQ/s1600-h/c8.bmp"&gt;&lt;img style="cursor: pointer;" src="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdShtQfgvHI/AAAAAAAAAPs/1Kec4JyookQ/s200/c8.bmp" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5031824482573007986" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=""&gt;แต่มันจะเป็นระเบียบและได้ประโยชน์กว่า หากจะใส่ไว้เป็นฟิลด์ที่ต่อท้ายฟิลด์อื่นๆทั่วไปที่สามารถมองเห็นได้ (visible field) ในแบบฟอร์ม&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;  &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;การระบุเพื่อจำกัดชนิดของไฟล์ &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;(File Type)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;blockquote&gt;ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นคำสั่งที่จะช่วยกรองเฉพาะชนิดของไฟล์ที่คุณต้องการ (เช่น ไฟล์ไมโครซอฟต์เวิร์ดที่ลงท้ายด้วย .doc, ไฟล์ .pdf ของ &lt;span style=""&gt;Adobe,&lt;/span&gt; ไฟล์ .ppt ของพาวเวอร์พอยต์และไฟล์ .txt ธรรมดาๆ เป็นต้น) ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่มตัวแปรเพื่อกรองชนิดของไฟล์พาวเวอร์พอยต์ให้อยู่ในการสืบค้น จะกำหนดค่าของตัวแปร ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;การเจาะจงเว็บไซต์ &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;(Site Search)&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p class="BTLeft127cm" style="text-align: left;" align="left"&gt;คำสั่งนี้จะช่วยให้คุณสืบค้นได้ละเอียดไปถึงเว็บไซต์ที่ต้องการ ในขณะที่ Domain ประเภท .com ก็พอใช้ได้ แต่การระบุเฉพาะเจาะจงลงไป เช่น example.com น่าจะให้ผลที่ดีกว่า เช่น&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://2.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdSf5wfgvEI/AAAAAAAAAOs/ewDbIwQnXUs/s400/c3.bmp" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5031822498298117186" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdSf5wfgvEI/AAAAAAAAAOs/ewDbIwQnXUs/s1600-h/c3.bmp"&gt;&lt;/a&gt;&lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;ช่วงเวลาของข้อมูล (&lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;Date Searching)&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;   &lt;blockquote&gt;คำสั่งนี้จะจำกัดการสืบค้นลงไปถึง Web Page ที่มีการจัดทำอินเด็กซ์ภายในช่วงระยะเวลาที่ระบุจำนวนเดือนเอาไว้ ซึ่งตัวเลขที่จะรับได้มีค่าตั้งแต่ 1 ถึง 12 หากเราต้องการผลการสืบค้นที่มีการจัดทำอินเด็กซ์ภายในเจ็ดเดือนที่ผ่านมา เราก็สามารถกำหนดค่าของตัวแปรในคำสั่งได้ ดังนี้&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdSfnwfgvCI/AAAAAAAAAOc/XRhskJCG3M4/s1600-h/c4.bmp"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://2.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdSfnwfgvCI/AAAAAAAAAOc/XRhskJCG3M4/s400/c4.bmp" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5031822189060471842" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/blockquote&gt; &lt;p class="BTLeft127cm" style="text-align: left;" align="left"&gt;  &lt;/p&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdSfUgfgu_I/AAAAAAAAAOE/vTMS5Rsyb7Y/s1600-h/c6.bmp"&gt;  &lt;/a&gt;&lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;กำหนดจำนวนรายการผลการสืบค้น &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;span style="font-style: italic;"&gt;(Number of Rresults)&lt;/span&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BTLeft127cm" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;คำสั่งนี้ทำให้คุณสามารถระบุจำนวนผลการสืบค้นที่คุณต้องการในแต่ละหน้า คุณสามารถที่จะเลือกระบุตัวเลขได้ตั้งแต่ 1 ถึง 100 ในตัวอย่างคำสั่งต่อไปนี้ ระบุจำนวนผลการสืบค้นในแต่ละหน้าเป็น 50&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdSilQfgvII/AAAAAAAAAP4/WF_Jqc6VFEY/s1600-h/c5.bmp"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdSilQfgvII/AAAAAAAAAP4/WF_Jqc6VFEY/s400/c5.bmp" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5031825444645682306" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BTLeft127cm" style="text-align: left;" align="left"&gt;  &lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คุณจะใช้คำสั่งเหล่านี้ในกรณีใดได้บ้าง หากคุณต้องการ Search Engine ที่สามารถจะสืบค้นชนิดของไฟล์ในเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งได้โดยง่าย คำสั่งเหล่านี้จะใช้งานได้ดีมาก เพราะมันเป็นการสืบค้นเพียงครั้งเดียว (one-time search) ซึ่งคุณจะสามารถเจาะลึกลงภายใต้ URL จากผลลัพธ์ที่ได้อีกที่หนึ่ง (ดู Hack #9) เพื่ออ่านค่าตัวแปรและค่าอื่นๆ ที่ได้รับกลับมาภายใน URL นั้น&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ตัวอย่างการทำงานร่วมกันของคำสั่งซ่อนตัวแปร&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หากคุณดูที่เว็บไซต์ tompeters.com (&lt;a href="http://www.tompeters.com/"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://www.tompeters.com/&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;) คุณจะเห็นว่ามีไฟล์พาวเวอร์พอยต์ (PPT) อยู่มากมายในเว็บไซต์นี้ หากคุณต้องการที่จะสืบค้นเฉพาะไฟล์พาวเวอร์พอยต์เพียงบางไฟล์จากเว็บไซต์นี้ คุณจะต้องมานั่งตรองดูว่า Search Engine ของเว็บไซต์นี้เองมีการทำงานอย่างไรบ้าง หรือคุณอาจจะต้องหาวิธีที่จะให้มันยอมรับการสืบค้นที่สามารถระบุชนิดของไฟล์ได้ แต่คุณเองก็สามารถสร้างแบบฟอร์มการสืบค้นซึ่งจะค้นหาเฉพาะไฟล์พาวเวอร์พอยต์จากเว็บไซต์นี้ได้ด้วยตนเอง หรืออาจจะสร้าง&lt;span style=""&gt;ขึ้นมาในลักษณะเป็น&lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;ออปชันก็ได้&lt;/span&gt;เช่นกัน&lt;/p&gt;&lt;ul style="color: rgb(51, 51, 255);"&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;Tip &lt;span style=""&gt;แม้ว่าคุณจะมีวิธีที่จะสร้างแบบฟอร์มการสืบค้นที่ใช้ได้สะดวกด้วยวิธีนี้ ทว่าคุณก็ยังต้องอาศัยสมมติฐานที่ว่า Google มีการรวบรวมเอาเว็บไซต์ส่วนใหญ่หรือเว็บไซต์แทบทั้งหมดที่คุณกำลังค้นหาอยู่ไว้ในอินเด็กซ์ แต่หากคุณยังไม่แน่ใจเช่นนั้นก็ขอให้ตั้งข้อสมมุติฐานเอาไว้ล่วงหน้าก่อนว่าผลการค้นหาที่คุณได้จาก Google นั้นจะยังไม่สมบูรณ์เสียทีเดียวนัก&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;แบบฟอร์มการค้นหาของคุณ จะมีหน้าตาดังนี้&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;    &lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdSfUgfgu_I/AAAAAAAAAOE/vTMS5Rsyb7Y/s1600-h/c6.bmp"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://1.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdSfUgfgu_I/AAAAAAAAAOE/vTMS5Rsyb7Y/s400/c6.bmp" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5031821858347990002" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;การใช้วิธีซ่อนตัวแปรจะมีประโยชน์เมื่อคุณต้องการสืบค้นในแบบพิเศษเช่นนี้ตลอดเวลา แต่หากว่าคุณต้องการให้มีความยืดหยุ่นในการสืบค้นมากกว่านี้ คุณก็สามารถที่จะสร้างแบบฟอร์มที่เปลี่ยนค่าในภายหลังได้เช่นกัน&lt;/p&gt;    &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;การสร้างแบบฟอร์มสำหรับ Google ของคุณเอง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ตัวแปรบางชนิดก็เหมาะที่จะซ่อนเอาไว้ แต่ถ้าไม่สามารถกำหนดให้ซ่อนตัวแปรดังกล่าวได้ ก็จะทำให้ผู้ใช้แบบฟอร์มของคุณมีความยืดหยุ่นในการใช้งานมากขึ้นกว่าเดิม ย้อนกลับไปยังตัวอย่างที่แล้ว ที่กำหนดว่าคุณต้องการให้ผู้ใช้แบบฟอร์มของคุณ ทำการสืบค้นเฉพาะไฟล์ชนิดที่เป็นไฟล์พาวเวอร์พอยต์เท่านั้น แต่หากว่าคุณต้องการที่จะให้ผู้ใช้เหล่านั้นสามารถสืบค้นไฟล์ที่เป็นไฟล์เอ็กเซลและไฟล์ไมโครซอฟต์เวิร์ดได้ด้วย และต้องการให้พวกเขาเลือกสืบค้นจากในเว็บไซต์ tompeters.com ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือหอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯได้ตามต้องการ คุณก็สามารถที่จะทำได้หลายวิธีด้วยกัน ตัวอย่างข้างล่างนี้คือตัวอย่างที่แสดงเมนูตัวเลือก (pull-down menu) ให้ผู้ใช้ระบุตัวแปรที่ต้องการได้ตามความต้องการของเขา&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdSfPgfgu-I/AAAAAAAAAN8/DJjhzgtP0AA/s1600-h/c7.bmp"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://1.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdSfPgfgu-I/AAAAAAAAAN8/DJjhzgtP0AA/s400/c7.bmp" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5031821772448644066" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;เว็บไซต์ FaganFinder (&lt;a href="http://www.faganfinder.com/engines/google.shtml"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;http://www.faganfinder.com/engines/google.shtml&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;) เป็นเว็บไซต์ที่ดีมากสำหรับตัวอย่างแบบฟอร์มการสืบค้นที่สามารถกำหนดค่าตัวแปรได้ตามใจผู้ใช้&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-4708618045157503309?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/4708618045157503309/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=4708618045157503309' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/4708618045157503309'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/4708618045157503309'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack10-google_16.html' title='HACK#10 การสร้างแบบฟอร์มการค้นหาใน Google'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdSgLQfgvGI/AAAAAAAAAO8/MZ83w1x0rvs/s72-c/c1.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-4076387747641843889</id><published>2007-03-05T13:55:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T13:55:16.660+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack09'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='URL'/><title type='text'>HACK#9 เข้าใจใน URL ของ Google ให้มากขึ้น</title><content type='html'>&lt;p&gt;&lt;strong&gt;ความเข้าใจใน URL ของ Google เอง จะทำให้คุณสามารถต่อยอดการสืบค้นได้ง่ายขึ้น&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เมื่อนึกถึงการแฮ็กคุณอาจจะคิดถึงการสืบค้นที่ต้องใช้แบบฟอร์มหรือการสืบค้นที่มีรูปแบบซับซ้อน แต่จริงๆแล้วคุณสามารถค่อยๆทำการสืบค้นด้วยการค้นหาจาก URL ที่ได้จากการสืบค้นอีกทีหนึ่งก็ได้ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้คุณสามารถทำการสืบค้นต่อไปได้ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลากลับไปเลือกคำสั่งเพื่อปรับตัวเลือก (preferences) สำหรับการสืบค้นขั้นสูงอีกทีหนึ่ง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;มารู้จักโครงสร้างของ URL กันเสียก่อน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;สมมุติว่าคุณต้องการสืบค้นวลีว่า three blind mice ผลลัพธ์ของ URL ที่คุณได้นั้นอาจจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตัวเลือก (preferences) ที่คุณได้กำหนดเอาไว้ แต่โครงสร้างของ URL โดยปกติจะมีหน้าตาดังนี้&lt;br /&gt;http://www.google.com/search?num=100&amp;hl=en&amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;g=%22three+blind+mice%22&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนที่ระบุถึงคำสั่ง คือ &amp;g=%22three+blind+mice%22 สัญลักษณ์ %22 นั้นคือ รหัสของ URL ที่หมายถึงเครื่องหมายอัญประกาศ (“ ”) ซึ่งสามารถเข้าใจได้ค่อนข้างชัดเจน ต่อไปเราลองมาวิเคราะห์ดูส่วนอื่นกันบ้างดีกว่า&lt;/p&gt;&lt;p&gt;คำว่า num = 100 นั้นหมายถึง ผลของการสืบค้นต่อหนึ่งหน้า ในที่นี้คือ 100 รายการ ซึ่ง Google ยอมให้คุณระบุจำนวนที่ต้องการได้ตั้งแต่ 1 ถึง 100 รายการ การเปลี่ยนจำนวนผลลัพธ์ที่ต้องการในหนึ่งหน้าก็เป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง ที่จะจำกัดผลการสืบค้นของคุณ โดยที่ไม่ต้องวกกลับไประบุใหม่ที่หน้าจอของการสืบค้นขั้นสูงและทำการสืบค้นใหม่&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หากคุณไม่พบคำว่า num = ใน URL ที่ได้ คุณอาจจะใส่เพิ่มเองได้ด้วยการเพิ่มลงไปใน URL และใส่ตัวเลขที่คุณต้องการ โดยตัวเลขอยู่ระหว่าง 1-100&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="color: rgb(0, 0, 153);"&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 0, 153);"&gt;Tip&lt;/span&gt; : คุณสามารถที่จะเพิ่มหรือเปลี่ยน modifier ด้วยการใส่เพิ่มลงใน URL หรือเปลี่ยนค่าของมันที่อยู่หลังเครื่องหมาย = ไปเป็นค่าอื่นที่อยู่ภายในช่วงที่กำหนดให้ได้&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;คำว่า hl = en หมายถึงภาษาที่ใช้ นั่นก็คือภาษาที่คุณใช้ใน Google ซึ่งจะเป็นภาษาที่ใช้ในโฮมเพจ ในข้อความต่างๆ หรือเป็นปุ่มคำสั่ง ในที่นี้คือภาษาอังกฤษ ในหน้า Language Tool Page) [Hack #2] นั้นจะมีตัวเลือกของภาษาให้มากมาย คุณสามารถที่จะคลิกเม้าส์เลือกดูได้และโปรดสังเกตดูผลที่เกิดกับ URL ด้วย เช่นเมื่อตัวเลือกของภาษาเป็น Pig latin จะให้ URL ดังนี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt;http://www. Google .com/intl/xx-piglatin/&lt;/p&gt;&lt;p&gt;Modifier สำหรับภาษาจะอยู่ระหว่าง intl/ และเครื่องหมาย/สุดท้าย ซึ่งในที่นี้คือ xx-piglatin หรือคุณสามารถที่จะใส่ใน URL เอง ด้วยรูปแบบดังนี้&lt;br /&gt;hl=xx-piglatin&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเกิดอะไรขึ้นหากคุณใส่ &amp;amp;hl หลายๆ คำลงใน URL ที่ได้ คำตอบคือในกรณีที่มี modifier หลายตัว Google จะเลือกตัวสุดท้ายก่อน หมายความว่าคุณสามารถที่จะเพิ่ม modifier ตัวใหม่ต่อท้ายไปได้เรื่อยๆก็ได้ แทนที่จะต้องมานั่งแก้ไข modifier ที่ระบุไปแล้ว&lt;br /&gt;ยังมี modifier อีกสองสามคำ ซึ่งเมื่อนำมาใช้ใน URL แล้ว อาจจะช่วยให้เกิดประโยชน์กับการค้นหาของคุณมากขึ้น เช่น&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;as_qdr=mx&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;modifier ตัวนี้จะระบุช่วงอายุของข้อมูลที่คุณต้องการค้นหาเป็นจำนวนเดือน โดยที่ x จะแทนหมายเลขตั้งแต่ 1 ถึง 12 แต่ขอแนะนำว่า ระบุตั้งแต่ 1 ถึง 6 เดือนจะดีที่สุด&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;safe=off&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หมายถึงการปิด (disable) SafeSearch ซึ่ง SafeSearch จะกำจัดผลการค้นหาที่เกี่ยวกับเรื่องทางเพศออกไปก่อน ส่วน safe = on หมายถึงการกำหนดให้ใช้ SafeSearch&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูเหมือนว่ากฎการแฮ็ก URL ของ Google อาจเป็นวิธีที่สร้างสรรค์ที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์อย่างง่ายๆ &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ยิ่งไปกว่านั้นมันยังทำให้การโหลดข้อมูลทำได้อย่างรวดเร็วขึ้นกว่าการโหลดจากแบบฟอร์มการสืบค้นขั้นสูงอีกด้วย เช่นในกรณีของการระบุช่วงอายุของข้อมูล มันคือวิธีเดียวที่จะทำให้ได้ข้อมูลกลุ่มที่ต้องการ&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-4076387747641843889?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/4076387747641843889/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=4076387747641843889' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/4076387747641843889'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/4076387747641843889'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack9-url-google.html' title='HACK#9 เข้าใจใน URL ของ Google ให้มากขึ้น'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-4649385784456915080</id><published>2007-03-05T13:54:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T13:54:31.280+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Syntax'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack08'/><title type='text'>HACK#8 การใช้ ซินแท็กซ์ร่วมกันหลายตัว (Mixing )</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การใช้งานซินแท็กซ์ร่วมกันใน Google  จะช่วยให้ได้ผลการสืบค้นดีขึ้นจริงหรือไม่ คำตอบนั้นรอคุณอยู่&lt;/span&gt;&lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;ในบางครั้งคุณก็ไม่สามารถที่จะนำเอาซินแท็กซ์ของ Google มาใช้ร่วมกันได้ (ดูหัวข้อ “&lt;span style=""&gt;ซินแท็กซ์&lt;/span&gt;” เพิ่มเติม) เพ&lt;span class="BTCharChar"&gt;ร&lt;/span&gt;าะคุณอาจจะสามารถใช้ซินแท็กซ์นั้นๆได้เพียงตัวเดียวในการสืบค้นแต่ละครั้งเท่านั้น และแม้ว่า Google จะสร้างซินแท็กซ์ใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการค้นหาออกมาเรื่อยๆก็ตาม แต่หากเราไม่สามารถที่จะใช้งานซินแท็กซ์เหล่านั้นร่วมกันได้ ก็อาจจะทำให้ศักยภาพเหล่านั้นไม่บังเกิดผล&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;ซินแท็กซ์ที่ไม่สามารถใช้ร่วมกับตัวอื่นๆได้&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;ซินแท็กซ์ประเภทนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับซินแท็กซ์อื่นๆได้ และจะต้องใช้โดยตัวมันเองเท่านั้นจึงจะให้ผลดีที่สุด หากคุณพยายามที่จะใช้มันร่วมกับซินแท็กซ์ตัวอื่น คุณอาจจะไม่ได้ผลลัพธ์อะไรออกมาเลยก็เป็นได้&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ซินแท็กซ์ประเภทนี้ได้แก่ตัวที่ต้องการข้อมูลเฉพาะด้านจริงๆ เช่น Stock: (&lt;a href="http://hack1-google.blogspot.com/search/label/Hack18"&gt;Hack #18&lt;/a&gt;), Iphonebook:,&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;bphonebook: และ phonebook: (&lt;a href="http://hack1-google.blogspot.com/search/label/Hack17"&gt;Hack #17&lt;/a&gt;) ทั้งหมดนี้คือซินแท็กซ์ที่ไม่สามารถใช้ร่วมกับตัวอื่นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการได้&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;อีกตัวหนึ่งที่ไม่สามารถใช้ร่วมกับใครได้เลยได้แก่ link: ซึ่งเป็นซินแท็กซ์ที่จะบ่งบอกให้คุณทราบว่า Web Page หน้าไหนที่มีการลิงก์ไปที่ URL ที่กำหนดบ้าง จะดีสักเพียงไหน หากคุณจะสามารถกำหนดได้ว่าคุณต้องการผลลัพธ์เป็น Web Page จาก Domain ประเภทไหนบ้าง แต่น่าเสียดายที่คุณไม่สามารถที่ทำเช่นนั้นได้ เพราะซินแท็กซ์กำหนด Domain ดังกล่าวก็ไม่สามารถใช้ร่วมกันกับ link:ได้นั่นเอง&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ถ้าหากคุณต้องการหา Web Page ต่างๆที่ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของ O’Reilly &amp; Associates แต่คุณไม่ต้องการ Web Page ที่มาจาก Domain ประเภทสถาบันการศึกษา (.edu) มันจะปัญหาที่ไม่สามารถหาทางออกได้เลย เหตุเพราะว่าซินแท็กซ์ link: นั้นจะไม่สามารถใช้ร่วมกับซินแท็กซ์ตัวใดได้อีก &lt;span style=""&gt; &lt;/span&gt;ซึ่งอันที่จริงการพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูกต้องทีเดียวนัก เพราะคุณจะได้ผลลัพธ์จากการค้นหาเหมือนกัน แต่จะเป็นวลีที่ว่า “link &lt;span class="MsoHyperlink"&gt;www.oreilly.com&lt;/span&gt;” จาก Domain ที่ไม่ใช่ .edu กลับมาด้วย&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หากคุณต้องการสืบค้น Web Link ต่างๆโดยที่ไม่รวมเอา Domain&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;.edu เข้ามาด้วยจริงๆแล้วละก็ พอจะมีทางออกอยู่บ้างเหมือนกัน วิธีแรกก็คือคุณสามารถเลือกหาเอาจากรายการผลลัพธ์ที่ได้กลับคืนมา (Hack #44) และจากนั้นนำไปเรียงลำดับด้วยสเปรดชีทเพื่อเลือกเอา Domain ที่เป็น .edu ออกไป แต่หากคุณอยากจะลองด้วย Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แม้จะไม่มี&lt;b style=""&gt;ซินแท็กซ์&lt;/b&gt;ที่จะให้ผลลัพธ์เช่นนี้โดยตรง คุณก็อาจจะลองใช้คำสั่งนี้ดูก็ได้&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;inanchor : oreilly –inurl: oreilly – site:edu&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คำสั่งนี้จะมองหาคำหลักซึ่งคือคำว่า oreilly เป็นคำที่ใช้หา Web Link ซึ่งจะรวบรวมเอา Web Page หน้าที่มีคำว่า oreilly อยู่ด้วยเข้ามาก่อน (ยกตัวอย่างเช่น oreilly.com) และสุดท้ายจะคัดเอา Web Page หน้าที่มี Domain เป็น .edu ออกไป&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ทว่าการค้นหาแบบนี้มักจะให้ผลที่ไม่สมบูรณ์นัก เพราะมันเพียงแต่จะหาลำดับที่ไปยังเว็บไซต์ของ O’Reilly ที่มีคำว่า oreilly อยู่ด้วยเท่านั้น และหากใครสร้าง Web Link ที่มีชื่อ ดังเช่น&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdHvQAfgu2I/AAAAAAAAAMM/Ptn_H-8ieL8/s1600-h/ref.bmp"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer;" src="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdHvQAfgu2I/AAAAAAAAAMM/Ptn_H-8ieL8/s400/ref.bmp" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5031065317038668642" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt; ก็จะไม่ถูกสืบค้นโดยคำสั่งข้างต้นด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังให้ผลลัพธ์ที่มี Domain อื่นๆ ที่มีคำว่า oreilly อยู่ด้วย และยังมี Domain ที่ลิงก์ไปที่เว็บไซต์ของ oreilly และมีคำว่า oreilly อยู่ด้วย แต่ไม่ใช่ oreilly.com คุณอาจจะเปลี่ยนคำสั่งบ้างเล็กน้อย เพื่อที่จะคัดเอา Web Link ที่ linkไปที่ oreilly.com ซึ่งเป็นตัวมันเองออกไป แต่ยังคงเว็บไซต์อื่นๆ ที่มีคำว่า oreilly เอาไว้ดังนี้&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;inanchor:oreilly –site:oreilly.com – site:edu&lt;/p&gt;  &lt;p class="StyleFirstline127cm" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ด้วยคำสั่งนี้คุณก็ยังจะได้ผลลัพธ์ที่รวมเอาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ Oreilly เอาไว้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ไม่ใช่ Oreilly.com เองเท่านั้น สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แล้วซินแท็กซ์ใดบ้างที่ใช้ร่วมกันได้ ซึ่งจริงๆแล้วก็คือส่วนใหญ่จะใช้ร่วมกันได้ทั้งนั้น แต่คุณต้องใช้ให้ถูกวิธีด้วยเท่านั้นเอง&lt;/p&gt;    &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;คุณไม่สามารถใช้ ซินแท็กซ์ร่วมกันในกรณีใดบ้าง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;ห้ามใช้ ซินแท็กซ์ที่ขัดแย้งกันเองในตัว เช่น&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;site:ucla.edu –inurl:ucla&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 54pt; text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 54pt; text-align: left;" align="left"&gt;เพราะจากคำสั่งนี้ คุณระบุว่าคุณต้องการผลลัพธ์ที่มาจากเว็บไซต์ ucla.edu แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะต้องไม่มีคำว่า ucla อยู่ด้วย จะเห็นว่ามันขัดแย้งกันเองอย่างชัดแจ้ง และแน่นอน คุณคงได้ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้องนัก&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;อย่าใช้ซินแท็กซ์เดิมซ้ำๆกัน เช่น&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;    &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 54pt; text-align: left; text-indent: 18pt;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;site:com site:edu&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 54pt; text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 54pt; text-align: left;" align="left"&gt;คุณอาจจะคิดว่า คุณต้องการที่จะหมายถึง เว็บไซต์ที่มี Domain เป็น.com หรือ .edu อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แต่การใช้คำสั่งเช่นนี้จะหมายความว่าคุณจะได้ผลลัพธ์จากทั้งสอง Domain พร้อมๆ กัน จะเห็นได้ว่าแต่ละผลลัพธ์จะมาจากหนึ่ง Domain เท่านั้น ลองพิมพ์คำว่า perl site:edu site:com คำสั่งนี้จะไม่ให้ผลลัพธ์อะไรแก่คุณเลย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ Web Page ที่ได้ไม่สามารถที่จะมาจาก Domain ทั้งสองประเภทในเวลาเดียวกันได้ หากคุณต้องการผลลัพธ์จาก Domain ประเภทใดประเภทหนึ่ง คุณจะต้องเปลี่ยนรูปแบบคำสั่งเป็นดังนี้&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 54pt; text-align: left; text-indent: 18pt;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="CommandandCode"&gt;perl (site:edu | site:com)&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 54pt; text-align: left;" align="left"&gt;ด้วยเครื่องหมาย | (pipe) จะช่วยให้คุณระบุได้ว่าคุณต้องการผลลัพธ์ที่มาจาก Domain&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;.edu หรือ .com อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;อย่าใช้ allinurl: หรือ allintitle ร่วมกับ ซินแท็กซ์อื่นๆ เพราะคุณอาจใช้มันแบบผิดๆได้ คุณควรใช้ inurl: หรือ intitle: แทนจะดีกว่า เพราะหากคุณใช้ allinurl: อย่างไม่ถูกต้อง คุณจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่เข้าท่านัก ลองดูที่ตัวอย่างคำสั่งนี้&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;    &lt;p class="CommandandCode" style="text-indent: 36pt;"&gt;allinurl:perl intitle:programming&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;เมื่อมองในครั้งแรก มันดูคล้ายๆ กับว่าคุณจะค้นหาคำว่า “perl” ที่ปรากฏอยู่ใน URL ที่ได้ โดยที่มีคำว่า “Programming” เป็น Title&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ซึ่งการคิดเช่นนี้ก็ไม่ผิดอะไร เพราะคำสั่งนี้จะทำงานเช่นนั้น แต่หากว่าคุณย้ายคำว่า allinurl ไปอยู่ทางขวามือของคำสั่งเช่น&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 54pt; text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;      &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="CommandandCode" style="text-indent: 36pt;"&gt;intile:programming allinurl:perl&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 54pt; text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คำสั่งนี้จะไม่ให้ผลลัพธ์อะไรออกมาเลย ดังนั้นจงใช้แต่ inurl: และ intitle: ซึ่งไม่ค่อยจะมีปัญหาว่าคุณจะสลับที่กันอย่างไรจะดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;อย่าใช้ซินแท็กซ์ร่วมกันมากเกินไปกระทั่งคำค้นหาของคุณจำกัดจนเกินไปเช่น &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;    &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 54pt; text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;      &lt;/span&gt;intitle:agriculture site:ucla.edu inurl:search &lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 54pt; text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คำสั่งนี้อาจให้ผลลัพธ์ที่เจาะจงมากเกินไป กระทั่งคุณไม่ได้ผลลัพธ์อะไรกลับมาเลย หากคุณกำลังต้องการสืบค้นคำที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ซึ่งคุณคิดว่าคุณจะต้องระบุคำสั่งให้ละเอียดที่สุดแล้วละก็ คุณอาจเริ่มจากการค่อยๆ ระบุคำสั่งไปทีละขั้นๆดูก่อน เช่นถ้าคุณต้องการค้นหาฐานข้อมูลของพืชจากมหาวิทยาลัย UCLA แทนที่คุณจะระบุคำสั่งว่า&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 72pt; text-align: left;" align="left"&gt;title:plants site:ucla.edu inurl:database&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 54pt; text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คุณอาจจะลองใช้คำสั่งนี้แทน&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 54pt; text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;      &lt;/span&gt;databases plants site : ucla.edu&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoBodyTextIndent" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:10;"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;จากนั้นจึงค่อยๆเพิ่มซินแท็กซ์สำหรับ keyword ที่คุณได้ตั้งขึ้นจากผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งแรก เช่น&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 54pt; text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;      &lt;/span&gt;intitle:plants databases site:ucla.edu&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 54pt; text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หรือใช้คำสั่งว่า&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left: 54pt; text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;      &lt;/span&gt;intitle:database plants site:ucla.edu&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;การใช้ ซินแท็กซ์ร่วมกัน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หากคุณพยายามที่จะระบุคำสั่งเพื่อให้ได้คำตอบที่ใกล้เคียงมากที่สุดทั้ง intitle: และ site: นั้นเป็นซินแท็กซ์ที่ดีที่สุดแล้ว&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;b style=""&gt;Title:&lt;/b&gt; และ &lt;b style=""&gt;Site&lt;/b&gt;: หากคุณอยากจะรู้ว่าคุณจะได้อะไรจากฐานข้อมูลบ้าง ด้วยการค้นหาคำว่า &lt;st1:place st="on"&gt;&lt;st1:state st="on"&gt;Texas&lt;/st1:state&gt;&lt;/st1:place&gt; คุณอาจจะลองใช้คำสั่งดังนี้&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;intitle:search intitle:records site:tx.us&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คุณจะได้รับผลลัพธ์ที่ค่อนข้างใกล้เคียงถึง 32 รายการ นอกจากนี้คุณยังสามารถระบุคำสั่งให้ละเอียดลงไปกว่านี้ได้ เช่น&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;birth intitle:search intitle:records&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left; text-indent: 36pt;" align="left"&gt;site:tx.us&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;การใส่ซินแท็กซ์ไหนก่อนหลังในคำสั่งก็จะไม่มีผลอะไร แต่ในที่นี้จะเลือกใส่เอาไว้ข้างหน้าเพราะมันจำได้ง่ายกว่า&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;มีข้อแตกต่างสำหรับซินแท็กซ์อย่าง site: ใน Google ซึ่งจะแตกต่างจาก site: ใน &lt;span style=""&gt;Search Engine &lt;/span&gt;อื่นๆ เพราะจะยอมให้คุณระบุ Domain Nameทั่วๆไป (เช่น site:com)&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;หรือระบุ Domain ที่ค่อนข้างเฉพาะ หรือ Subdomain&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;(เช่น site:thomas.loc.gov) ได้ ดังนั้นถ้าคุณอยากจะได้ข้อมูลที่เกี่ยวกับเมือง EI Paso คุณสามารถที่จะระบุคำสั่งได้ดังนี้&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;intitle:records site:el-paso.tx.us&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คำสั่งนี้จะทำให้คุณได้ผลลัพธ์ 7 รายการ&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;b style=""&gt;Title:&lt;/b&gt; และ &lt;b style=""&gt;URL&lt;/b&gt;: ในบางครั้งคุณอาจจะต้องการข้อมูลในรูปแบบเฉพาะ แต่คุณไม่ต้องการที่จะจำกัดลงไปถึงชนิดของข้อมูล หากแต่คุณต้องการที่จะจำกัดที่เรื่องหรือเนื้อหาของข้อมูลมากกว่า เช่นคุณต้องการข้อมูลเกี่ยวกับวิธีใช้ Search Engine&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ในกรณีเช่นนี้ คุณควรค้นหาใน URL จะดีกว่า&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;inurl: จะค้นหาจากข้อความ (string) ทั้งหมดที่ประกอบกันขึ้นเป็น URL นั้นๆ แต่จะไม่ไปค้นหาใน URL ชั้นที่สูงกว่า ยกตัวอย่างเช่น หากคุณใช้คำสั่งว่า inurl:research&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;กรณีนี้ Google จะไม่ไปค้นหา Web Page ที่อยู่ในเว็บไซต์ researchbuzz.com เลย แต่จะไปค้นหา Web Page ในเว็บไซต์ &lt;a href="http://www.research-councils.ac.uk/"&gt;&lt;span class="MsoHyperlink"&gt;www.research-councils.ac.uk&lt;/span&gt;&lt;/a&gt; แทน&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;หากคุณต้องการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับชีววิทยาโดยเน้นการเรียนรู้ หรือการช่วยเหลือ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ลองใช้คำสั่งว่า&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;intitle:biology inurl:help&lt;span style=""&gt;&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คำสั่งนี้จะทำให้คุณได้ผลลัพธ์ที่พอจะรับมือไหว คือประมาณ 162 รายการ สิ่งที่สำคัญก็คือการได้ผลลัพธ์ที่ทำให้คุณได้คำตอบที่ต้องการ แต่ไม่มากจนเกินไปจนกระทั่งดูกันไม่ไหว หากคุณรู้สึกว่าผลลัพธ์ 162 รายการที่ได้ยังมากเกินไปแล้วละก็ คุณอาจจะเพิ่ม site: ลงไปด้วย ซึ่งจะทำให้คุณสามารถจำกัดการสืบค้นให้แคบลงโดยเน้นไปที่เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย เช่น&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style=""&gt;            &lt;/span&gt;intitle:biology inurl:help site:edu&lt;/p&gt;  &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;แต่ขอให้ระวังการใช้ซินแท็กซ์หลายตัวเกินไป เช่นที่ได้เตือนไว้ข้างต้น เพราะคุณอาจจะระบุละเอียดจนกระทั่งคุณไม่ได้ผลลัพธ์อะไรเลย&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ความหลากหลายในการใช้งานที่มากเกินจะกล่าวถึง หากจะให้ระบุความเป็นไปได้ของการใช้ซินแท็กซ์พิเศษต่างๆ ลงในหนังสือเล่มนี้ และอธิบายว่ามันจะใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องสุดวิสัยอะไรนัก แต่หนังสือเล่มนี้จะหนามากจนไม่มีที่พอสำหรับกฎการแฮ็กข้ออื่นๆเลย&lt;/p&gt;  &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ดังนั้นคุณจึงควรใช้วิธีลองผิดลองถูกด้วยตนเองให้มากๆเข้าไว้ โปรดจำไว้ว่าซินแท็กซ์เหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะสามารถใช้ร่วมกับตัวอื่นได้ และคุณจะหาผลลัพธ์ได้รวดเร็วขึ้น ด้วยการใช้ซินแท็กซ์เหล่านี้ร่วมกันแทนที่จะใช้ตัวเดียวโดดๆ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการที่จะทำการสืบค้นแบบไหนด้วย เมื่อคุณฝึกใช้ไปนานๆเข้า คุณจะค้นพบรูปแบบเอง คุณอาจจะพบว่าการเลือกค้นหาเฉพาะเอกสารที่มีรูปแบบไฟล์ชนิด PDF (filetype:pdf) จะทำให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ต้องการหรือคุณอาจจะพบว่าคุณควรจะเน้นไปที่รูปแบบเฉพาะของไฟล์ใน Domain บางประเภทจะดีกว่า (เช่น filetype:ppt site:tompeters.com) ขอให้เลือกใช้งานซินแท็กซ์ร่วมกันให้มากที่สุดเพื่อจะได้เอื้อกับการค้นหาของคุณมากที่สุดเสมอ และสังเกตดูว่าคุณจะได้ผลลัพธ์อย่างไรบ้าง&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-4649385784456915080?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/4649385784456915080/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=4649385784456915080' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/4649385784456915080'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/4649385784456915080'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack8-mixing.html' title='HACK#8 การใช้ ซินแท็กซ์ร่วมกันหลายตัว (Mixing )'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdHvQAfgu2I/AAAAAAAAAMM/Ptn_H-8ieL8/s72-c/ref.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-8220048015994388735</id><published>2007-03-05T13:52:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T13:52:34.276+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='keyword'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack07'/><title type='text'>Hack#7 การสืบค้นด้วยคำ keyword ซ้ำๆ</title><content type='html'>&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;การสืบค้นด้วยคำซ้ำๆ จะช่วยให้คุณใช้ keyword เป็นตัววิเคราะห์การสืบค้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;การสืบค้นด้วย keyword เดิมซ้ำๆ จะมีผลต่อประเภทและจำนวนของผลลัพธ์ที่คุณจะได้ หากคุณไม่เชื่อ ก็ลองค้นหาคำว่า Internet ดูก็ได้ ในขณะที่เราทดลองเพื่อเขียนลงในหนังสือเล่มนี้อยู่นั้น ผลลัพธ์รายการแรกที่เราได้คือคำว่า Microsoft ถัดไปค้นหาด้วยคำว่า Internet Internet คราวนี้ผลลัพธ์รายการแรกกลับกลายเป็น Yahoo! คุณอาจจะลองดูด้วยการใช้คำอื่นๆก็ได้ โดยระบุคำที่คุณต้องการเพิ่มเติมลงไป คุณจะเห็นว่าการค้นหาด้วย keyword เดิมซ้ำติดๆกัน จะมีผลกับการจัดเรียงลำดับของผลลัพธ์รวมถึงจำนวนผลลัพธ์ที่ได้ด้วยอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;การทำงานของการสืบค้นด้วย keyword ซ้ำๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;Google ไม่ได้อธิบายส่วนนี้ไว้ในเว็บไซต์ของตนเองว่าจะเป็นอย่างไรแน่ ดังนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเป็นผลจากการหาข้อสรุปและการทดลองนับครั้งไม่ถ้วนของเราเอง&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;เริ่มต้นด้วยการสืบค้นไปทีละคำก่อน เช่นลองค้นหาคำว่า clothes ดู (ภาทที่ 1-7) เฉพาะคำนี้จะได้ผลการค้นหาถึง 7,050,000 รายการ ผลลัพธ์ที่อยู่ในอันดับแรกสุดคือเว็บไซต์ที่มีชื่อว่า “The Emperor’s New Clothes” คราวนี้ลองเพิ่มคำว่า clothes ตามลงไปเป็นคำที่สอง (ภาพ 1-8) ผลของการค้นหาจะลดลงเหลือเพียง 3,490,000 รายการ และผลลัพธ์รายการแรกที่ได้กลับกลายเป็นเว็บไซต์ของร้านขายเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง และหากคุณลองไปเรื่อยๆ คุณอาจจะได้คำว่า clothes ปรากฏอยู่ในผลลัพธ์สิบอันดับแรกทั้งหมด และถ้าหากคุณทดลองต่อไปด้วยการพิมพ์คำว่า clothes clothes clothes (ภาพ 1-9) คุณจะเห็นว่า คุณก็จะยังได้ผลลัพธ์เหมือนเดิม (ดูเหตุผลในหัวข้อถัดไป)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5030845796965202690" style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center;" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdEnmQfguwI/AAAAAAAAAK4/Ln-4tSDUv84/s400/1-7.JPG" border="0" /&gt; &lt;p align="center"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ภาพที่ 1-7 Web Page หน้าที่แสดงผลการค้นหาด้วยคำว่า “clothes”&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ทฤษฎีของ Google&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;ทฤษฎีของ Google ก็คือ Google จะสืบค้นหาสิ่งที่ตรงกับสิ่งที่คุณค้นหาให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าคุณจะระบุเป็นคำหรือเป็นวลีและจะหยุดต่อเมื่อหาต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นเมื่อคุณระบุคำว่า clothes clothes คุณก็จะได้ผลลัพธ์ที่มีคำว่า clothes ปรากฏอยู่สองครั้ง และเมื่อหาคำว่า Clothes Clothes Clothes คุณก็ยังได้ผลลัพธ์เหมือนเดิมอยู่นั่นเอง นั่นเป็นเพราะ Google ไม่สามารถหาประโยคที่มีคำว่า Clothes เกินกว่าสองคำได้อีกแล้วนั่นเอง &lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5030845638051412722" style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center;" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdEndAfguvI/AAAAAAAAAKw/-tgj9DMAHcU/s400/1-8.JPG" border="0" /&gt; &lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ภาพที่ 1-8 Web Page หน้าที่แสดงผลการสืบค้นของคำว่า “clothes clothes”&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5030845414713113314" style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center;" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdEnQAfguuI/AAAAAAAAAKo/7REgbOLyqnY/s400/1-9.JPG" border="0" /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5030845238619454162" style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center;" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdEnFwfgutI/AAAAAAAAAKg/Dq9SnNGujmY/s400/1-9-2.JPG" border="0" /&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ภาพที่ 1-9 Web Page หน้าที่แสดงผลการสืบค้นของคำว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;p align="center"&gt;"clothes clothes clothes" และ&lt;br /&gt;"clothes clothes clothes clothes"&lt;/p&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 0, 0);font-size:85%;" &gt;&lt;blockquote&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:100%;"&gt;หมายเหตุ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt; ปัจจุบัน (2550) Algorithm ของ Google ได้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว&lt;br /&gt;ภาพที่ใช้ประกอบเป็นผลการค้นหาปัจจุบัน ซึ่งอาจจะไปตรงกับในเนื้อหา &lt;ผู้เขียน&gt;&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ประโยชน์การใช้งาน&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;เพราะ Google ไม่สนใจสิ่งที่ไม่ตรงกับคำซ้ำของคำสั่งที่คุณระบุไว้ คุณสามารถที่จะใช้การค้นหาเช่นนี้เพื่อการวิเคราะห์การสืบค้นของคุณได้ ยกตัวอย่างเช่น คุณกำลังสนใจเกี่ยวกับระบบการวางท่อแก๊ส สำหรับอุตสาหกรรมแก๊ส แต่ในขณะเดียวกันคุณเน้นความสนใจไปที่ผลกระทบของระบบการวางท่อที่จะมีผลต่ออุตสาหกรรมแก๊สมากกว่า (และไม่สนใจเกี่ยวกับบริษัทผู้ให้บริการวางระบบท่อแก๊สมากนัก) คุณอาจจะระบุคำว่า “pipe system” gas และต่อไปลองใส่คำว่า “pipe system” gas gas คุณจะสังเกตเห็นได้ว่าคุณได้ผลลัพธ์ที่เน้นในสิ่งที่ต่างกันเล็กน้อย ต่อไปลองพิมพ์ว่า “pipe system” pipe pipe gas gas คุณจะเห็นว่าหน้าตาของผลลัพธ์จะเปลี่ยนไป&lt;/p&gt;&lt;p&gt;จากข้อสังเกตของเรา ต่อไปนี้คือแนวทางในการใช้การสืบค้นด้วยคำเดิมซ้ำๆ&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;คำซ้ำของชื่อผลิตภัณฑ์หรือคำนาม มักจะให้ผลลัพธ์เป็นเว็บไซต์ร้านค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณระบุคำในรูปพหูพจน์ (เช่น scooters)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;การที่คุณไม่ได้รับผลลัพธ์ต่างไปจากเดิมในการระบุคำซ้ำสองหนหรือสามหน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไปเมื่อระบุคำดังกล่าวซ้ำสี่หน หรือห้าหน เสมอไป (เช่น การระบุคำว่า football หลายๆ หน)&lt;/li&gt;&lt;li&gt;จงจำไว้ว่า Google จำกัดคำค้นหาไว้เพียงไม่เกิน 10 คำเท่านั้น ดังนั้นจึงควรใช้คำซ้ำเฉพาะในกรณีที่คุณมีที่ว่างพอเท่านั้น&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ดูเพิ่มเติม&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;การสลับที่คำสืบค้น (Permuting a query – Hack #62) &lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-8220048015994388735?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/8220048015994388735/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=8220048015994388735' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/8220048015994388735'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/8220048015994388735'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack7-keyword.html' title='Hack#7 การสืบค้นด้วยคำ keyword ซ้ำๆ'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/RdEnmQfguwI/AAAAAAAAAK4/Ln-4tSDUv84/s72-c/1-7.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-3609197638600514888</id><published>2007-03-05T13:51:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T13:51:10.195+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='keyword'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack06'/><title type='text'>HACK#6 การเรียงลำดับคำสั่ง (Word Order Matters)</title><content type='html'>&lt;div align="left"&gt;&lt;strong&gt;การเรียงลำดับคำสั่งจะมีผลไปถึงผลลัพธ์ที่ได้แสดงออกมาด้วยเช่นกัน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="left"&gt;ใครจะคาดคิดว่า ลำดับของคำ keyword ที่คุณใช้สืบค้นใน Google นั้นจะมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าแต่ละคำที่เป็นตัวคำสั่งเอง ดังนั้นการจัดเรียงลำดับคำสั่งให้ดี ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงขึ้นในภาพรวม หากแต่มีผลไปถึงลำดับของผลลัพธ์อีกด้วย ว่าคุณจะได้อะไรอยู่ในอันดับต้นๆ เช่นการระบุลำดับของวลี “have you any wool” และ “wool you any have” ด้วยการใส่เครื่องหมายคำพูดนั้นจะมีผลไปถึงคำสั่งทั้งหมดเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Google จะมีคำเตือนคุณอย่างชัดเจนว่า “โปรดเข้าใจว่าลำดับของคำสั่งที่คุณพิมพ์ลงไปนั้นจะมีผลต่อผลการค้นหาของคุณ” ซึ่งเป็นการบอกเป็นนัยๆว่าคุณจะมีวิธีใช้ประโยชน์สูงสุดจากการค้นหาได้อย่างไรนั่นเอง&lt;br /&gt;ดังนั้นคุณจึงควรฝึกฝนวิธีการนี้ดูบ้าง ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองค้นหาคำว่า hey diddle diddle โดยไม่ต้องใส่เครื่องหมายคำพูด คุณจะได้ผลลัพธ์ดังในภาพที่ 1-4&lt;br /&gt;ในผลลัพธ์รายการแรก คุณจะได้ Title เป็นวลีที่มีคำเหล่านี้ทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้ลองใหม่ ด้วยการใส่คำว่า diddle hey diddle ดู คุณจะได้ผลลัพธ์ดังในภาพที่ 1-5 โดยมีคำว่า&lt;br /&gt;diddle hey diddle อยู่ในส่วนของคำอธิบายรายละเอียดคร่าวๆของผลลัพธ์รายการแรก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายลองอีกครั้งหนึ่งด้วยคำว่า diddle diddle hey (ผลลัพธ์ดังภาพที่ 1-6)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเห็นได้ว่าผลลัพธ์ครั้งนี้จะเป็นอีกแบบหนึ่ง แม้ว่าเราไม่อาจแน่ใจได้ว่า Google จะหาคำว่า diddle diddle hey เป็นคำแรกหรือไม่ (มันแสดงผลอยู่ในผลลัพธ์รายการที่สามในส่วนที่เป็นรายละเอียดอธิบายเพิ่มเติม) &lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align="center"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5030371911748598354" style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center;" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/Rc94mgfgulI/AAAAAAAAAJE/SnFTJIuQg6M/s400/1-4.JPG" border="0" /&gt;ภาพที่ 1-4 ผลการสืบค้นคำว่า “hey diddle diddle”&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;p align="center"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5030372727792384610" style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center;" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/Rc95WAfgumI/AAAAAAAAAJQ/7N9z6r1hGnE/s400/1-5.JPG" border="0" /&gt;ภาพที่ 1-5 ผลการสืบค้นคำว่า “diddle hey diddle”&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5030373423577086578" style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center;" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/Rc95-gfgunI/AAAAAAAAAJc/pTvSgUobKp0/s400/1-6.JPG" border="0" /&gt; &lt;p align="center"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ภาพที่ 1-6 ผลการสืบค้นคำว่า “diddle diddle hey”&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;ผลลัพธ์ที่ได้&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;จากตัวอย่างข้างต้น ทำให้ดูราวกับว่า แม้ว่าคุณจะไม่ได้ถามเป็นวลีด้วยการใส่เครื่องหมายคำพูด  Google ก็ให้ความสำคัญกับลำดับของการเรียงคำราวกับว่ามันเป็นวลี โดยการให้ความสำคัญกับลำดับที่ของ keyword ก่อน จากนั้นจึงดูที่ keyword แต่ละคำ&lt;/p&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;strong&gt;เทคนิคการเรียงลำดับคำ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;เหตุเพราะการสืบค้นด้วยการสลับลำดับของคำไปมาเป็นสิ่งที่ยุ่งยาก  แม้ว่ามันอาจจะมีผลดีในการให้ผลการสืบค้นจากอินเด็กซ์มากขึ้นก็ตาม  หากคุณต้องการใช้วิธีดังกล่าว  คุณควรใช้กลยุทธ์ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;div align="left"&gt;พยายามใส่คำสั่งที่เป็นวลีโดยไม่ใส่เครื่องหมายคำพูด&lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div align="left"&gt;ระบุคำสั่งให้เฉพาะเจาะจงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  วิธีนี้จะทำให้มีคำที่ต้องสลับไปมาน้อยลง&lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;div align="left"&gt;พยายามเรียงคำให้มีความหมายมากที่สุดก่อน เช่น ระบุว่า hey diddle diddle ก่อนที่จะใช้ว่า diddle hey diddle เป็นต้น&lt;/div&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-3609197638600514888?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/3609197638600514888/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=3609197638600514888' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/3609197638600514888'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/3609197638600514888'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack6-word-order-matters.html' title='HACK#6 การเรียงลำดับคำสั่ง (Word Order Matters)'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_kzheTr1T6-g/Rc94mgfgulI/AAAAAAAAAJE/SnFTJIuQg6M/s72-c/1-4.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5704828095879977466.post-5715103004489625282</id><published>2007-03-05T13:48:00.000+07:00</published><updated>2007-03-05T13:48:04.227+07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Terminology'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Hack04'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Specialized Vocabularies'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='Slang'/><title type='text'>HACK#4  คำศัพท์พิเศษคำสแลงและศัพท์ต่างๆ (Specialized Vocabularies : Slang and Terminology)</title><content type='html'>&lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;เมื่อวัยรุ่นพูดคำว่า “phat”  จงทราบว่านี่คือคำสแลงของพวกเค้า ซึ่งเป็นภาษาเฉพาะที่ใช้กันในแต่ละวัฒนธรรม&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เมื่อนักโฆษณาใช้คำว่า “stet”  ในคำโฆษณาของตัวเอง มันอาจจะไม่ใช่คำสแลง  แต่ก็ยังเป็นศัพท์เฉพาะที่ใช้ในวงการของตนเท่านั้น  ซึ่งในที่นี้ก็คือวงการโฆษณานั่นเอง&lt;/p&gt; &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;เราต่างก็มีภาษาที่ใช้แตกต่างกันออกไป ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ด้วยการศึกษา  ครอบครัว และถิ่นฐานที่เราอยู่อาศัย  นอกจากนี้เราอาจจะใช้คำศัพท์อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งได้มาจากอาชีพการงานอีกด้วย&lt;/p&gt; &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ดังนั้นการตระหนักถึงคำศัพท์เหล่านี้เอาไว้บ้างขณะทำการสืบค้นหาสิ่งที่ต้องการ  ย่อมมีผลต่อรายการผลลัพธ์ที่ได้อย่างแน่นอน การแทรกคำเหล่านี้เข้าไปในคำสืบค้น  ไม่ว่าจะเป็นคำสแลงหรือคำที่ใช้เฉพาะในบางวงการก็ตาม  จะทำให้คุณได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไปได้เช่นกัน&lt;/p&gt; &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;คำสแลง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คำสแลงทำให้คุณต้องแยกแยะผลลัพธ์จากการสืบค้นออกตามภูมิประเทศ  แต่ก็อาจจะทำให้เกิดความกำกวมเกี่ยวกับภูมิประเทศขึ้นได้  เมื่อคุณพยายามที่จะวิเคราะห์ผลลัพธ์ตามนั้น  แต่น่าประหลาดใจที่ว่ามันกลับใช้ได้ผลดีเหมือนกัน&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;เช่น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ลองสืบค้นหาคำว่า  “football”&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;จาก Google&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;และถัดจากนั้นลองหาคำว่า “football bloke” ดู  คุณจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไปเลย คราวนี้ลองหาคำว่า “football bloke bonce” ดู  คุณจะพบว่าคุณได้ศัพท์แสงที่เกี่ยวกับฟุตบอลล้วนๆเลยทีเดียว&lt;/p&gt; &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ทว่านี่ไม่ใช่การบอกว่าใครก็ตามที่อยู่ในประเทศอังกฤษจะมีการใช้คำว่า  “bloke” มากกว่าคนที่อยู่ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาซึ่งมักจะใช้คำว่า “y’all”&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;หากแต่การรู้จักเลือกใช้คำสแลงที่ถูกต้อง  (ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีการลองผิดลองถูกดูบ้าง)  จะทำให้คุณได้ผลการสืบค้นที่แตกต่างออกไป  และอาจชี้นำให้คุณไปสู่วิถีทางที่ไม่คาดคิดมาก่อน  นอกจากนี้คุณจะสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับศัพท์สแลงได้จากเว็บไซต์ต่อไปนี้&lt;/p&gt; &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left; font-style: italic;" align="left"&gt;The Probert Encyclopedia  – Slang&lt;/p&gt; &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;a style="font-style: italic;" href="http://www.probertencyclopedia.com/slamg.htm"&gt;http://www.probertencyclopedia.com/sl&lt;span style=""&gt;an&lt;/span&gt;g.htm&lt;/a&gt;&lt;a name="_Hlt52626138"&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="BT" style="margin-left: 36pt; text-align: left;" align="left"&gt;เว็บไซต์แห่งนี้คุณสามารถสืบค้นได้ด้วยการระบุอักษรต้นของ keyword  ที่ต้องการ (การค้นหาด้วย keyword นี้จะหาจาก&lt;span style=""&gt; Encyclopedia&lt;/span&gt; ทั้งหมดตลอดเล่ม  (หรือจะให้ถูกต้องบอกว่าตลอดทั่วทั้งไซต์  และผลลัพธ์ที่ได้จะอยู่ทางตอนล่างของหน้าจอ)  คำสแลงในนี้จะมาจากที่ต่างๆทั่วทุกมุมโลก รวมถึงมักจะมีการใช้ร่วมกันเป็นสากลด้วย  และเช่นเดียวกับสารานุกรมคำสแลงทั่วไป  เว็บไซต์นี้อาจมีเนื้อหาที่ต้องห้ามปะปนอยู่บ้างเหมือนกัน&lt;/p&gt; &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;o:p&gt; &lt;/o:p&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left; font-style: italic;" align="left"&gt;A Dictionary of  Slang&lt;/p&gt; &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left; font-style: italic;" align="left"&gt;&lt;a href="http://www.peevish.co.uk/slang/"&gt;http://www.peevish.co.uk/slang/&lt;/a&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="BTLeft127cm" style="text-align: left;" align="left"&gt;เว็บไซต์แห่งนี้เน้นที่คำสแลงที่ใช้กันในประเทศอังกฤษเป็นหลัก  ในที่นี้รวมถึงคำสแลงที่มีต้นกำเนิดจากที่อื่นๆด้วย  เว็บไซต์แห่งนี้สามารถสืบค้นคำได้ด้วยการระบุ keyword ที่ต้องการ หรือถามผ่าน  Search Engine ก็ได้ โดยคำอื่นๆซึ่งไม่ใช่คำที่ใช้กันในประเทศอังกฤษ  จะมีวงเล็บของประเทศต้นกำเนิดอยู่ด้วย  นอกจากนี้ยังมีหมายเหตุกำกับลักษณะการใช้&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;เช่นใช้เพื่อความตลกขบขัน หรือเป็นภาษาพื้นเมือง  หรือเป็นคำพูดในทำนองให้ร้ายผู้อื่น เป็นต้น&lt;/p&gt; &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left; font-style: italic;" align="left"&gt;Surfing for Slang&lt;/p&gt; &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left; font-style: italic;" align="left"&gt;&lt;a href="http://www.linkopp.com/members/vlaiko/slanglinks.htm"&gt;http://www.linkopp.com/members/vlaiko/slanglinks.htm&lt;/a&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="BT" style="margin-left: 36pt; text-align: left;" align="left"&gt;แน่นอนว่าในแต่ละท้องถิ่นย่อมมีคำสแลงของตนเอง&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;เว็บไซต์แห่งนี้เป็นแหล่งรวมคำสแลงที่ใช้ในประเทศอังกฤษและประเทศในแถบสแกนดิเนเวียเป็นหลักเท่านั้น&lt;/p&gt; &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;การใช้&lt;span style=""&gt; Google  &lt;/span&gt;เพื่อสืบค้นคำสแลง&lt;/p&gt; &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;ลองเริ่มสืบค้นคำที่คุณต้องการโดยไม่ใช้คำสแลงดู&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;จากนั้นตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้  และดูว่ายังขาดอะไรที่คุณต้องการบ้าง เป็นต้นว่า  ผลลัพธ์ที่ได้นั้นยังไม่ละเอียดพอ&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;หรือไม่ได้มาจากแหล่งกำเนิดโดยตรง&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;และไม่ครอบคลุมไปถึงกลุ่มประชากรที่ต้องการ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เช่นกลุ่มวัยรุ่น เป็นต้น&lt;/p&gt; &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;จากนั้นลองระบุคำสแลงไปทีละคำดังนี้&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;สำหรับการค้นหาคำสแลงเกี่ยวกับฟุตบอล ลองใส่คำว่า “bonce”  และตรวจสอบผลลัพธ์ดู หากไม่มีความใกล้เคียงพอ ลองเพิ่มคำว่า “bloke” เข้าไปอีก&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;และเพิ่มคำที่ต้องการเข้าไปทีละคำ  จนกระทั่งคุณได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ การใช้คำสแลงไม่มีกฎแน่นอนตายตัว  ดังนั้นคุณจึงต้องลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ&lt;/p&gt; &lt;p class="BTafter0pt" style="text-align: left;" align="left"&gt;สิ่งที่ควรระวังขณะสืบค้นหาคำสแลง มีดังนี้คือ&lt;/p&gt; &lt;p class="BTBulleted18" style="margin-left: 35.7pt; text-indent: -17.85pt; text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-family:Symbol;"&gt;&lt;span style=""&gt;·&lt;span style="font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;font-family:'Times New Roman';font-size:7;"  &gt;        &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;อย่าระบุคำสแลงมากจนเกินไปนัก&lt;/p&gt; &lt;p class="BTBulleted18" style="margin-left: 35.7pt; text-indent: -17.85pt; text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-family:Symbol;"&gt;&lt;span style=""&gt;·&lt;span style="font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;font-family:'Times New Roman';font-size:7;"  &gt;        &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;ไม่ใช้คำที่ต้องห้าม ยกเว้นในกรณีสุดวิสัย  เพราะผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ถูกต้อง&lt;/p&gt; &lt;p class="BTBulleted18" style="margin-left: 35.7pt; text-indent: -17.85pt; text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-family:Symbol;"&gt;&lt;span style=""&gt;·&lt;span style="font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;font-family:'Times New Roman';font-size:7;"  &gt;        &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;เมื่อใช้คำสแลงของวัยรุ่น  พึงตระหนักไว้ด้วยว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ&lt;/p&gt; &lt;p class="BTBulleted18" style="margin-left: 35.7pt; text-indent: -17.85pt; text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-family:Symbol;"&gt;&lt;span style=""&gt;·&lt;span style="font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;font-family:'Times New Roman';font-size:7;"  &gt;        &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;ลองสืบค้นคำสแลงขณะใช้ Google Groups ด้วย  เพราะคำสแลงมักจะแทรกอยู่ในบทสนทนาในนั้นเสมอ &lt;/p&gt; &lt;p class="BTBulleted18" style="margin-left: 35.7pt; text-indent: -17.85pt; text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-family:Symbol;"&gt;&lt;span style=""&gt;·&lt;span style="font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;font-family:'Times New Roman';font-size:7;"  &gt;        &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;ระบุคำสั่งให้แคบที่สุดเท่าที่เป็นไปได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการสืบค้นลงไปในสื่อที่เป็นทางการ เช่น  บทความในหนังสือพิมพ์&lt;/p&gt; &lt;p class="BTBulleted18" style="margin-left: 35.7pt; text-indent: -17.85pt; text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-family:Symbol;"&gt;&lt;span style=""&gt;·&lt;span style="font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: normal; line-height: normal; font-size-adjust: none; font-stretch: normal;font-family:'Times New Roman';font-size:7;"  &gt;        &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;พยายามอยู่ใช้วลีที่เป็นสแลง  เพราะจากประสบการณ์พบว่ามันเปลี่ยนแปลงมากเกินไปสำหรับการสืบค้น  พยายามระบุเป็นคำโดดๆจะดีกว่า&lt;/p&gt; &lt;p class="HD20" style="text-align: left; font-weight: bold;" align="left"&gt;คำศัพท์เฉพาะ –  คำสแลงในแวดวงอุตสาหกรรม&lt;/p&gt; &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;คำศัพท์เฉพาะคือศัพท์ที่ใช้ในวงการต่างๆ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ที่เห็นได้ชัดที่สุด  ได้แก่ศัพท์ทางการแพทย์และศัพท์กฎหมาย  นอกจากนี้ยังมีศัพท์ในวงการอื่นๆอีกมากมาย&lt;/p&gt; &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;เมื่อคุณต้องการสืบค้นศัพท์เทคนิคต่างๆ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;หรือศัพท์ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น  และต้องการรายละเอียดมากกว่าเดิม&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;ให้พยายามนึกถึงคำที่เป็นศัพท์เฉพาะดู ยกตัวอย่างเช่น ลองสืบค้นคำว่า  “heartburn”&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;จากนั้นลองหาอีกคำว่า  “heartburn GERD” สุดท้ายลองหาคำว่า heartburn GERD&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;“gastric&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;acid”&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;อีกสักคำหนึ่ง  คุณจะเห็นว่าแต่ละคำให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมาก&lt;/p&gt; &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;สำหรับบางวงการแล้ว  คุณสามารถที่จะหาศัพท์เฉพาะที่ใช้กันในแวดวงนั้นได้อย่างง่ายดาย&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;แต่สำหรับบางวงการก็ไม่ง่ายเช่นนั้น&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เพื่อให้คุณได้มีทางเลือกมากขึ้น  คุณสามารถเข้าไปในเว็บไซต์ Glossarist ( &lt;a name="_Hlt52626491"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://www.glossarist.com/"&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;span style="color:black;"&gt;http://www.&lt;/span&gt;glossarist&lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;span style="color:black;"&gt;.com&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style=""&gt;&lt;/span&gt;)  ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้คุณสามารถค้นหาด้วยอินเด็กซ์ของอภิธานศัพท์ ซึ่งมีมากถึง  6,000 คำด้วยกัน และครอบคลุมเนื้อหามากมายหลายเรื่อง&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;นอกจากนี้ยังมีแหล่งคำศัพท์ออนไลน์อื่นๆที่เน้นเกี่ยวกับศัพท์เฉพาะต่างๆ  ได้แก่&lt;/p&gt; &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left; font-style: italic;" align="left"&gt;The On-line Medical  Dictionary&lt;/p&gt; &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left; font-style: italic; color: rgb(51, 102, 255);" align="left"&gt;&lt;a href="http://cancerweb.ncl.ac.uk/omd/"&gt;http://cancerweb.ncl.ac.uk/omd/&lt;/a&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="BTLeft127cm" style="text-align: left;" align="left"&gt;ดิกชันนารีนี้รวบรวมคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับชีวเคมี&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ชีววิทยาว่าด้วยเรื่องของเซลล์&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;เคมีพื้นฐาน&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;ชีววิทยาว่าด้วยเรื่องของโมเลกุล&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;ฟิสิกส์&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;ชีววิทยาว่าด้วยเรื่องของพืช&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;รังสีวิทยา&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;และปัจจุบันมีข้อมูลอยู่แล้วถึง 46,000 รายการ  คุณอาจจะเลือกค้นหาตามตัวอักษร หรือหาเป็นคำก็ได้  ในบางครั้งคุณอาจจะหาจากคำที่คุณรู้ความหมายดีอยู่แล้ว เช่นคำว่า “bruise”  จากนั้นคุณก็จะได้คำศัพท์อื่นๆที่เป็นคำเฉพาะทางการแพทย์ติดกลับมาด้วย เช่นคำว่า  “contusion” หรือคุณอาจจะเลือกสืบค้นจาก&lt;span style="background: red none repeat scroll 0% 50%; -moz-background-clip: -moz-initial; -moz-background-origin: -moz-initial; -moz-background-inline-policy: -moz-initial;"&gt; Title &lt;/span&gt;ก็ได้&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;แต่จงจำไว้ว่าดิกชันนารีนี้เป็นดิกชันนารีของอังกฤษ  และอาจมีการสะกดคำบางคำแตกต่างไปจากคำในภาษาอังกฤษแบบอเมริกันอยู่บ้าง (เช่นคำว่า  tumour&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;และ tumor เป็นต้น)&lt;/p&gt; &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left; font-style: italic;" align="left"&gt;Medterms.com&lt;/p&gt; &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left; font-style: italic; color: rgb(51, 102, 255);" align="left"&gt;&lt;a href="http://www.medterms.com/"&gt;http://www.medterms.com/&lt;/a&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="BTLeft127cm" style="text-align: left;" align="left"&gt;เว็บไซต์แห่งนี้มีคำศัพท์ไม่มากนัก (ประมาณ 10,000 คำ)  แต่จะมีบทความอีกมากมาย จาก MedicineNet หากคุณไม่รู้อะไรเลยตั้งแต่เริ่ม  และคุณต้องการข้อมูลและศัพท์เบื้องต้นเสียก่อน&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;คุณสามารถที่จะสืบค้นจาก MedicineNet&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;เพื่อหาคำที่คุณต้องการก่อนก็ได้ (เช่น คำว่า bruise เป็นต้น)  หลังจากนั้นก็กลับไปที่&lt;span style=""&gt;  medterms &lt;/span&gt;&lt;span style=""&gt;เพื่อค้นหาความหมายของคำเฉพาะนั้นๆ&lt;o:p&gt;&lt;/o:p&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left; font-style: italic;" align="left"&gt;Law.com’s Legal  Dictionary&lt;/p&gt; &lt;p class="HD18Italic" style="text-align: left; font-style: italic;" align="left"&gt;&lt;a href="http://dictionary.law.com/lookup2.asp"&gt;http://dictionary.law.com/lookup2.asp&lt;/a&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="BTLeft127cm" style="text-align: left;" align="left"&gt;เว็บไซต์แห่งนี้เป็นเว็บไซต์ที่ดีมาก  เพราะคุณสามารถที่จะสืบค้นได้ทั้งคำและความหมายได้ (คุณสามารถที่จะใช้คำสั่ง browse  ได้ด้วย&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ยกตัวอย่างเช่น  คุณต้องการค้นหาคำว่า “inheritance” และต้องการรายการทั้งหมดที่มีคำว่า  “inheritance” อยู่ด้วย วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการไปที่หัวข้อ “muniment of  title”&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;โดยที่คุณไม่ต้องรู้อะไรเลย &lt;/p&gt; &lt;p class="HD20" style="text-align: left;" align="left"&gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;การใช้คำศัพท์เฉพาะใน Google&lt;/span&gt;  &lt;/p&gt; &lt;p class="BT" style="text-align: left;" align="left"&gt;เช่นเดียวกับคำสแลง&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;คุณควรค่อยๆเพิ่มคำที่เป็น keyword  ในการค้นหาลงไปทีละคำ  และรอดูว่าผลลัพท์ที่ได้นั้นจะใกล้เคียงกับสิ่งที่คุณต้องการได้รวดเร็วขึ้นหรือไม่&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;ยกตัวอย่างเช่น คุณต้องการค้นหาคำว่า&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;“spudding” ซึ่งมักจะใช้ในการขุดเจาะน้ำมัน  การค้นคำว่า&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;“spudding” เพียงคำเดียว  จะทำให้คุณได้ผลลัพธ์จาก Google ประมาณ 2,500 รายการเลยทีเดียว แต่หากคุณเพิ่มคำว่า  “เท็กซัส” เข้าไปด้วย&lt;span style=""&gt;   &lt;/span&gt;ผลลัพธ์ก็จะเหลือเพียงประมาณ&lt;span style=""&gt;  &lt;/span&gt;525  รายการ แต่ก็ยังถือเป็นการค้นหาแบบกว้างๆอยู่  คราวนี้ลองค่อยๆเพิ่มคำศัพท์เฉพาะลงไปทีละคำๆ รวมถึงจำกัดผลลัพธ์ให้แคบลง  โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่คุณต้องการ&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5704828095879977466-5715103004489625282?l=ch1.hack-google.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://ch1.hack-google.com/feeds/5715103004489625282/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=5704828095879977466&amp;postID=5715103004489625282' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/5715103004489625282'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5704828095879977466/posts/default/5715103004489625282'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://ch1.hack-google.com/2007/02/hack4-specialized-vocabularies-slang.html' title='HACK#4  คำศัพท์พิเศษคำสแลงและศัพท์ต่างๆ (Specialized Vocabularies : Slang and Terminology)'/><author><name>Nui Saran</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='10702417855846728323'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>